ketchupp:)

Archive for November 2008

พวกเราทั้งหมดนั่งรถมาถึงเมืองเว้ที่เป็นจุดหมายแรกแล้ว
ท้องฟ้ามืดแล้ว แต่ผมยังไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหนคืนนี้
รถตู้ที่เราเช่ามาจอดขับมาจอดส่งพวกเราแถวๆ ย่านที่เป็น
มีเกสเฮ้าส์ขึ้นปะปนอยู่กับร้านขายของชำและของที่ระลึก
เป็นตลาดเลยก็ว่าได้ ลักษณะเป็นตึกแถวปลูกติดกันเป็น
ทางยาวสองฟากถนน

พวกเราเริ่มมองหาที่หลับนอนสำหรับคืนนี้ ทริปนี้อาจจะ
เป็นทริปที่สบายสำหรับผมไปหน่อย เพราะผมไม่ได้
จัดการอะไรด้วยตัวเองมากมาย เรื่องที่พักสำหรับวันนี้ก็
มีพี่ๆที่มาด้วยกันเค้าจัดหาให้ เจรจาตกลงราคากันเรียบร้อย
โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไร

ที่พักแรกของเราคืนนี้ สะอาดดูดี ห้องพอวางเตียงนอน+ทาง
เดินอีกนิดหน่อย และก็มีแอร์กับห้องน้ำในตัว ราคาค่าห้องหาร
กันออกมาแล้วอาจจะตกใจ แค่ประมาณคนละร้อยกว่าบาทต่อ
คืน ผมว่ามันเป็นราคาที่ถูกทีเดียว ถ้าเป็นทีเมืองไทยอาจจะแพง
กว่านี้ก็ได้

เราเอาของขึ้นไปเก็บไว้ที่พัก ล้างหน้าล้างตาแล้วนัดกันว่าจะออก
ไปหาอะไรกิน เพราะตอนนี้ทุกคนหิวมากจนแทบจะกินปลาวาฬ
ได้ทั้งตัวแล้ว พวกเราเดินหาของกินสักพัก เจอแต่ร้านขายเฝอ
เฝอเป็นอาการเวียดนามที่คล้ายๆกับก๋วยเตี๋ยวของไทยเรา ด้วย
ความหิวมากพวกเราเลยตัดสินใจฝากท้องไว้กับเฝอที่เป็นอาหารมื้อ
แรกของเราในเวียดนามแล้วกัน

กินเสร็จแล้วพวกเราก็เดินเล่น ผมกะไว้ว่าจะไปดู ‘สะพานเจ็ดสี’
ที่นั่งรถข้ามมา พี่บดินทร์บอกว่า ‘ต้องมาถ่ายรูปคู่กับสะพานนี้
เพื่อแสดงว่ามาถึงแล้ว’ แต่พอไปถึงสะพานปิดไฟไปเรียบร้อยแล้ว
ผมแอบเสียใจนิดหน่อย แต่ยังดีว่ายังมีโอกาสคืนพรุ่งนี้อีกคืน
ที่จะมาถ่ายรูป

บางทีมาเที่ยวต่างถิ่น อะไรก็เกิดขึ้นได้ ความแน่นอนอาจจะไม่มีอยู่
เหตุการณ์เปลี่ยนไปได้เสมอ อีกสักพักไม่รู้จะเดินไปเจออะไร ตื่นเต้น
รู้สึกได้ว่าโลกนี้มีอะไรให้ค้นหาอีกมากมาย

Photobucket

Photobucket

Advertisements

ผมนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับพี่เบลล์+เพื่อนพี่เบลล์อีก 2 คน
ระหว่างนั่งกินข้าวไป เราแค่แนะนำทำความรู้จักชื่อแซ่กัน
เท่านั้น ความจริงแล้วผมก็อยากชวนคุยแต่ว่าผมไม่รู้จะ
ชวนคุยอะไร ได้แต่นั่งตักข้าวกับไข่เจียวเข้าใส่ปาก

หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็ซื้อตั๋วรถทัวร์นั่งจาก มุกดาหาร
ไปสะหวันนะเขต เพื่อที่จะข้ามฝั่งจากประเทศไทยไป
ประเทศลาว นั่งรถไปสักพักก็ถึงด่านตรวจ เราต้องลง
รถไปทำเอกสารเพื่อข้ามประเทศ แล้วกลับมาขึ้นรถใหม่อีก
ซึ่งอาจจะดูยุ่งยาก

ประเทศสองประเทศความจริงแล้วก็แค่ถูกแบ่งด้วยเส้น
และขอบเขตที่เราเป็นคนกำหนดขึ้นมาเอง บางทีการที่เรา
ไปกำหนดขอบเขตของดินแดนอาจจะเป็นตนเหตุของการ
แก่งแย่งชิงดีกัน ทำให้เกิดสงคราม ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่เรา
สมมติขึ้นมาเองทั้งนั้น อาจจะจริงอย่างที่ คุณวินทร์ เลียววาริณ
ได้เคยแสดงความคิดเห็นผ่านตัวหนังสือไว้ ใน ‘ความฝันโง่’ ว่า

‘บางทีสงครามจะสิ้นสุดลงได้ เมื่อทุกคนคิดว่า เราเป็นพลเมือง
ของโลก ของจักรวาลเดียวกัน มิใช่ของชาติหรือเผ่าพันธุ์หนึ่ง
เผ่าพันธุ์ใด..’

เมื่อเราข้ามฝั่งไปถึงประเทศลาวได้ พวกเราก็หาเหมารถตู้
เพื่อที่จะไปด่านลาวบาว(ชายแดนลาว-เวียดนาม) เราแบ่งเป็น
สองกลุ่ม นั่งรถตู้สองคันผม ระยะทางไปด่านลาวบาวไกลมาก
จนนั่งอยู่จะรู้สึกว่าแก้มก้นทั้งสองข้างหายไป ไร้ความรู้สึกโดย
สิ้นเชิง ระหว่างทางผมพยามยามจะชวนพี่คนขับพูดคุยอยู่
เหมือนกัน แต่เพราะมีอุปสรรคเรื่องภาษาทำให้คุยกันไม่สะดวก
พี่คนขับเป็นคนลาว ภาษาไทยกับลาวคล้ายกันบางทีพี่เค้าก็ฟัง
ออก แต่บางคำก็ฟังไม่ออก ส่วนผมก็พูดภาษาลาวไม่เป็น
เลยคุยกันไม่ต่อเนื่องเท่าไหร่ ได้แต่นั่งฟังเสียงอากาสที่ออกมา
จากช่องแอร์ในรถไปเรื่อยๆ จนเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้

พอสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกที รถยังคงวิ่งอยู่ สถาพสองข้างทาง
เป็นพื้นดินมีต้นไม้ขึ้นเป็นช่วงๆ ดูแห้งแล้ง ซึ่งทำให้บรรยากาศ
การนั่งรถไม่ค่อยจะสุขสมนัก เลยทำให้ผมต้องข่มตาหลับไปอีก

ผมรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รถหยุดแล้ว พวกเราลงรถไปทำเรื่อง
เกี่ยวกับข้ามด่านลาวบาว พอยื้นเอกสารข้ามแดนเสร็จแล้ว
เราก็เดินข้ามผ่านซุ้มประตูที่กำหนดเขตแดนของประเทสเวียดนาม
ตอนนี้เราก็ยืยอยู่ในประเทสเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ว่าการเดินทางของเรายังไม่จบ พวกเราต้องหารถตู้เพื่อที่จะ
เดินทางไปเมืองเว้ ซึ่งเป็นที่ๆเราจะไปพักค้างคืนหนึ่งคืน

ระหว่างที่นั่งรถไปเมืองเว้ สถาพสองข้างทางของประเทศเวียดนาม
ต่างจาก สภาพสองข้างทางของประเทศลาวอย่างสิ้นเชิง
ประเทศเวียดนามดูร่มรื่นมากกว่า เหมือนเรากำลังนั่งรถอยู่
บริเวณภาคเหนือของบ้านเรา ที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้โอบล้อมไป
ด้วยภูเขา พอที่จะทำให้อากาศร้อน+อาการหิวลดลงมาบ้าง

เราไม่ได้จองที่พักไว้ เรายังไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหน การเดินทาง
ครั้งนี้มีแค่โปรแกรมหลวมๆสบายๆ ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิด
อะไรขึ้น นี่แหละความสนุกที่ได้เดินทาง

Photobucket

Photobucket