ketchupp:)

Archive for October 2008

ผมยื่นตัวให้กับพนักงานบนรถทัวร์ เธอหยิบขึ้นมา
ดูแล้วส่งสายตาให้ผมประมาณว่า ‘นั่งตรงนี้น่ะค่ะ’

ที่นั่งเกินครึ่งหนึ่งของรถทัวร์เป็นของพวกเรา
จากนี้ไปผมจะขอใช้คำว่า ‘พวกเรา’ ในกรณีที่ผมเอ่ย
ถึงทุกคนในทริปนี้ ที่นั่งของผมอยู่ข้างๆพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง
ซึ่งเราได้มีโอกาสคุยกันนิดหน่อยตอนนั่งรอการทยอยมา
ของคนในทริป ถ้าในตอนนั้นผมจำไม่ผิดพี่เค้าชื่อ ‘พี่ปุ้ก’
พี่เค้าเขยิบให้ผมได้เข้าไปนั่งในด้านใน นั่งติดกระจก

บางทีเวลาที่ได้มีโอกาสนั่งรถทัวร์ไปไหนมาไหนถ้าไป
คนเดียวผมมักเลือกที่นั่งข้างกระจกมากกว่าเลือกที่นั่ง
ข้างทางเดินอยู่แล้ว แต่ถ้าไปกับเพื่อนหรือคนรู้จักเยอะๆ
ผมก็เลือกที่จะขอนั่งติดทางเดิน เพื่อจะได้ที่พูดคุยแบบ
น้ำไหลไฟดับ ยิงมุกกันแบบไม่กลัวว่ามันจะหมด พ่นน้ำลาย
กระเด็นข้ามหัวกันไปมามากกว่า ไม่ได้หมายความว่า
คนข้างในจะไม่ได้มีโอกาสพ่นน้ำลาย ในความคิดผม
มันไม่สะดวกสักเท่าไหร่ แต่ในการไปเที่ยวครั้งนี้ผม
ไม่คิดอย่างเดิม ผมอยากนั่งอยู่ติดทางเดินเพื่อจะได้หัน
ไปทำความรู้จักกับพี่เบาะข้างข้าง ข้างหน้า ข้างหลัง มากว่า

ผมนั่งอยู่บนรถทัวร์ที่นั่งติดกระจก มองดูผู้คนที่พลุกพล่าน
เดินกวักไกว่อยู่ข้างล่าง ผู้หญิงถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่
ผู้ชายกำลังอุ้มลังเบียร์ผูกด้วยเชือกฟางสีแดง เด็กตัวเล็กๆ
กำลังรบเร่าขอให้หญิงผู้เป็นแม่ซื้อขนมให้ มันช่างเป็นภาพ
ที่ทำให้ชวนเพลินดีเหมือนกัน ต่างคนต่างก็ทำเรื่องของ
ตัวเองไป บ้างก็นำเรื่องของตัวเองมาผูกเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็น
ความสัมพันธ์บ้างเล็กบ้างใหญ่

รถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่ง
รถเคลื่อนไปได้สักพัก

ผมละสายตาจากข้างทางหันมามองพี่ปุ้กที่นั่งอยู่ข้างๆ
แสงไฟบนรถปิดลงเหลือเพียงแสงสีเหลืองดวงเล็ก
กับแสงข้างทางอีกนิดหน่อยพอทำให้มองเห็นได้บ้าง
ว่าพี่ปุ้กกำลังหลับตาอยู่ ตอนแรกว่าจะชวนพี่เค้าพูด
คุยทำความรู้จักกันสักหน่อย แต่พี่เค้าคงต้องการพัก
มากว่าคุยในตอนนี้ ผมปรับพนักพิงให้เอนลงพอที่
จะทำเป็นที่นอนบนรถในคืนนี้ได้ แล้วหันไปมองแสง
ไฟข้างทาง ที่ดูเหมือนกำลังวิ่งผ่านผมไป ผมเป็นฝ้าย
ที่หยุดนิ่งซะเอง…

ผมสะดุ่งตัวตื่น ภาพที่เห็นคือทุ่งนาและแสงสีส้มๆ
ส่งออกมาจากดวงอาทิตย์ที่ยังไม่โผล่พ้นขึ้นมาจาก
เส้นขอบฟ้าเต็มที่ เรากำลังจะถึงมุกดาหารในอีกไม่กี่
นาทีข้างหน้า ระหว่างหลายชั่วโมงที่ผมนั่งรถมา
ดูเหมือนเวลาจะไม่ได้ช่วยทำให้กำแพงที่กั้นความสัมพันธ์
นั้นให้บุบสลายไปเลย มันยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างดี

เราถึงมุกดาหารแล้ว พี่บดินทร์บอกว่าเราจะหาที่แปรงฟัน
และกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยนั่งรถต่อไปฝั่งของประเทศลาว

พวกเราเลยเดินขบวนไปกินข้าว ในร้านขายอาหารตามสั่ง
แถวนั้น ระหว่างที่เดินไปกินข้าวผมได้เริ่มบทสนทนาอีกนิดหน่อย
กับคนในทริป มันคงยังเช้าไป ผมคงยังมีอาการง่วงอยู่
เลยไม่ทันที่จะสังเกตว่า ‘เริ่มมีเศษอิฐเศษปูนของกำแพงความ
สัมพันธ์ล่วงหล่นตามทางเดินที่ขาของผมก้าวเดิน+ปากของผมยังคง
ดำเนินบทสนทนาต่อไป’

Photobucket

Advertisements

เช้านี้ ผมตื่นขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยมเดิมๆ หัวหนุนอยู่บน
หมอนใบเดิมที่เคยหนุนอยู่ทุกที แต่มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป
ก้อนเนื้อที่อยู่ใต้หน้าอกข้างซ้ายมันเต้นจังหวะแปลกๆ

ผมสลัดตัวออกจากกองหมอน+ผ้าห่ม เอามือขึ้นมาขยี้ตา
สองที แล้วเหลือบไปมองปฏิธินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เห็นวงกลม
สีแดงล้อมรอบตัวเลข มีตัวหนังสือขยุกขยิกเขียนไว้ว่า
‘ไปเที่ยวเวียดนาม’

พี่บดินทร์นัดผมและผู้ร่วมทริปคนอื่นๆไว้ที่สถานีขนส่งหมอชิต
เวลาประมานสองทุ่มกว่า

ผมนั่งแท็คซี่จากรังสิตไปหมอชิต ระหว่างทางในหัวสมอง
ของผมคิดเรื่องราวทบทวนย้อนไปย้อนมา อะไรทำให้ผม
กล้าตัดสินใจออกเดินทาง ทั้งๆที่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศ
ที่จะไปนี่น้อยมาก แถมอุปสรรคเรื่องภาษาก็เป็นอีกหนึ่งเรื่อง
ที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นกังวล ภาษาของผมนั้นจัดว่าอยู่ในขั้นที่
เรียกว่า จะงูก็ไม่งู จะปลาก็ไม่ปลา แล้วผมจะเอาอะไรไป
สื่อสารกับเค้า ผมกลัวตัวเองไปเป็นภาระของคนที่ไปด้วยกัน

รถแท็กซี่จอดที่ชั้นสองของสถานีขนส่งหมอชิต ผมควักเงิน
ในกระเป๋าให้แท็กซี่ พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ คนขับแท็คซี่
รับเงินด้วใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับตอบกลับมาว่า ‘โชคดีน่ะครับ’
ผมก้าวขาลงไปยืนอยู่หน้าประตูทางเข้า มือสองกำสายสะพาย
เป้ไว้แน่น ในสมองกำลังคิดถึงคำพูดที่เพิ่งวิ่งผ่านรูหูเข้ามา
กระทบกับแก้วหู ผมพูดกับตัวเองว่ามาถึงขนานนี้แล้วจะไปก็
คงจะไม่ได้ ลองสักครั้ง จะได้รู้สักทีมันเป็นยังไง

ผมเดินเข้าไปในสถานีขนส่ง ในขณะที่มือกดโทรศัพท์
หาพี่บดินทร์

“หวัดดีครับ พี่บดินทร์อยู่ไหนครับ”
“อ๋อ…หน้าดังกิ้นโดนัทใช่ไหมครับ”
“เด๋วเจอกันครับ”

ผมรีบสาวเท้าเดินไปจุดนัดพบที่พี่บดินทร์อยู่
มองซ้ายมองขวาหาอยู่สักพัก ได้ยินเสียงพี่
เค้าเรียก เลยหันไปตามเสียง

ตอนที่ผมไปถึงมีผู้ร่วมทริปมารออยู่แล้วหนี่งคน
ซึ่งผมมารู้จักตอนหลังโดยการแนะนำของพี่บดินทร์
ว่าพี่เค้าชื่อ ‘พี่ตอย’

ระหว่างนั่งรอผู้ร่วมทริปคนอื่นๆ ทั้งทีผมยังไม่รู้ว่าจริงๆ
แล้วมีทั้งหมดกี่คน ด้วยความสงสัย ผมเลยหันไปถาม
พี่บดินทร์ว่าสรุปแล้วไปทั้งหมดกี่คน เมื่อสิ้นคำตอบ
ผมก็ต้องพบกับความรู้สึกตกใจที่พุ่งตรงเข้าใส่โดยไม่
ทันให้ผมได้เตรียมตัวก่อน ผู้ร่วมทริปนี้รวมผมด้วยแล้ว
มีทั้งหมด 19 คน!!!!!!!

ใช่ มันเป็นจำนวนที่เยอะมากพอสมควรสำหรับการเดินทาง
ผมกำลังคิดถึง คำพูดที่ว่า ‘คนยิ่งเยอะยิ่งวุ่นวาย’ จนได้กลิ่น
ความสับสนวุ่นวาย ถ้าทั้ง 19 คน 19 ความคิด โอ้..ไม่อยาก
จะนึก

ระหว่างที่นั่งรอ เวลา+ผู้ร่วมทริป ผมนั่งอ่านกำหนดการของ
ทริปนี้วนไปวนมา เราจะเริ่มจากการนั่งรถจากกรุงเทพฯไป
มุกดาหารก่อนเราก็จะถึงที่มุกดาหารพรุ่งนี้เช้า แล้วเราก็จะ
นั่งรถจากมุกดาหารไปลาว จากนั้นก็นั่งรถจากลาวไปเมืองเว้
ของเวียดนาม สรุปแล้วเราก็จะถึงเวียดนามประมาณตอนเย็นๆ

ตอนนี้ผู้ร่วมทริปมากันครบแล้ว หนึ่งในนั้นมีอีกคนที่ผมรู้จัก
คือพี่เบลล์ ซึ่งเราก็ได้มีโอกาสเดินทางร่วมกันมาแล้วตอนที่
ไปปลูกป่าที่เชียงดาว ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเพื่อนของพี่บดินทร์
แล้วพี่เบลล์ สรุปคือผมมาคนเดียวเลย แถมยังอายุน้อยที่สุด
ทริปนี้มีผู้ชายทั้งหมด 3 คนถ้วน เป็นอัตราส่วนที่
แต่งต่างกันมากทีเดียว ตอนนี้เวลา 3 ทุ่มกว่าแล้ว รถที่เราจะ
ขึ้นไปมุกดาหารออกเวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง

ระหว่างเดินไปขึ้นรถ
บทสนทนาได้ถูกปล่อยออกจากปากของผมไปนิดหน่อย
ยังไม่ทันคุยรู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ ผมกำลังคิดอยู่ว่าถ้าผมไม่
ทำความรู้จัก+คุ้นเคยกับคนในทริปแล้ว มันคงจะเป็นทริป
ที่ไม่น่าสนุกเท่าไหร่ คงรู้สึกเหมือนกร่อยๆ หงอยๆ ผม
คงต้องหาทางทำลายกำแพงกั้นความสัมพันธ์เหล่านั้นให้
ทลายลงให้ได้

Photobucket

เมื่อเดือนก่อนผมได้รับอีเมลล์ฉบับหนึ่ง จากพี่บดินทร์

พี่บดินทร์เป็นพี่ชายที่ผมรู้จักตอนเข้าร่วมทริปไปปลูกป่า
ที่เชียงดาว และยังรู้จักมาจนถึงทุกวันนี้

พี่เค้าส่งอีเมลล์มาว่า จะจัดทริปชวนคนไปเที่ยวเวียดนาม
เป็นทริปแบบสบายๆ พี่เค้าบอกว่าไม่ต้องห่วงพี่เค้าเคยไป
มารอบนึงแล้ว พอผมอ่านอีเมลล์นั้นจบลง ความรู้สึกที่เกิด
ขึ้นในตอนนั้นคือ อยากไป หลังจากผมกดเครื่องหมาย
กากบาทสีแดงที่อยู่บนมุมขวาบนของหน้าจอ ความรู้สึกของ
ผมก็เลยได้หยุดอยู่แค่คำว่า ‘อยาก’ ผมปล่อยให้อีเมลล์ฉบับ
นั้นของแน่นิ่งปะปนอยู่กับฟอร์เวิร์ดเมลล์ และเมลล์รูปโป๊ ที่
บรรดาเพื่อนผมขยันส่งมาให้ มันนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้นจน
ผมค่อยลืมเลือนมันไป

จนกระทั่งวันนึงที่ผมกำลังเล่นเน็ตอย่างเบื่อหน่ายและกำลัง
เลือกลบบรรดาฟอร์เวิร์ดเมลล์อยู่นั้น สายตาของผมก็ต้องไป
สะดุดกับอีเมลล์เก่าที่ผมลืมมันไปแล้ว อีเมมล์นั้นมีหัวข้อ
เชินชวนให้ใจของผมเต้นตึงตัง ผมอ่านแล้วอ่านอีก+ขยี่ตา
ขาวไปพร้อมกับตาดำอีกสองที เพื่อให้แน่ใจว่าผมไม่ได้ตา
ฝาด ‘ทริปเวียดนาม ตค.นี้’ ผมรีบคลิ๊กเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับเลื่อนสายตาลงมาจับจ้องอยู่กับกำหนดการเดินทาง
22-26 ผมคว้าปฏิทินขึ้นมาดู ผมเห็นช่องว่างสีขาว ไร้ซึ้งตัว
หนังสือสีแดง หรือ ข้อความใดๆแปะไว้บริเวณวันที่ 22-26

ผมใช่เวลาตัดสินใจเร็วมาก คว้าโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาพี่
บดินทร์

“หวัดดีคับ พี่”
“ทริปเวียดนามคนเต็มยังพี่”
“ยังไม่เต็มใช่ไหม ขอไปด้วยคนนะ”

พอตกลงจบผมวางโทรศัพท์

ผมเหลือเวลาผประมาณ 1 อาทิตย์
ที่จะเตรียมตัว+เอกสารให้พร้อมกับการเดินทาง
ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเวียดนามสักอย่าง
และอีกอย่างที่ทำให้ผมอดกลัวไม่ได้
ตั้งแต่ที่ออกมาจากท้องแม่ผมยังไม่เคยออกนอก
ประเทศคนเดียวเลยสักครั้ง

ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้ผมเลือกที่จะตัดสินใจ
ร่วมทริปนี้ ทุกอย่างมันต้องมีครั้งแรก ถ้าผ่านครั้งแรกไปได้
ครั้งต่อไปเราก็จะเลิกกลัว อีเมลล์ฉบับนั้นได้ขยายรูม่านตา
ของผมให้กว้างขึ้น มองโลกกว้างขึ้น บางครั้งบางที เราก็ไม่รู้
หรอกว่าพรุ่งนี้เราจะได้เจอกับอะไร เราจะตัดสินใจถูกต้องไหม
การก้าวเดินต่อไปในจุดที่ต่างกันอาจจะทำให้เปลี่ยนโลกของ
เราไปตลอกกาล

ขอให้สนุกกับการก้าวเดิน