ketchupp:)

Archive for April 2009

ฝน

Posted on: April 9, 2009

นี่ก็คงเป็นอีกวัน ที่ผมไม่อยากให้ฝนหยุดตก
ไม่ใช่เพราะอยากให้น้ำท่วม จนเป็ดจมน้ำ
เพียงแค่ต้องการให้ฝน ยืดเวลาให้ผมอีกหน่อย
บางทีเวลาแค่ไม่กี่นาที มันก็มีความหมายมาก
จนไม่อยากให้มันผ่านไปเร็ว ถ้าทำได้
ผมก็คงจะให้เวลาในช่วงนั้น ผ่านไปช้าๆ
ช้ายิ่งกว่าเต่าแก่ๆคลานซะอีก

บางทีผมก็อยากจะให้ ‘เวลา’ เหนื่อยที่จะ
เดินต่อไปบ้าง อยากให้ ‘เวลา’ หาที่หลบฝนบ้าง
ไม่ใช่ขยันขันแข็งเดินต่อท่ามกลางสายฝน
แบบนี้ มันคงเป็นเรื่องจริงที่ว่า
‘เมื่อไหร่ที่มีความสุข เวลาจะผ่านไปเร็วเสมอ’

ถ้าผมมีรีโมตปรับเวลาให้ช้าลงก็คงจะดีไม่น้อย
อย่างน้อยๆก็จะทำให้หัวใจผมได้พองโตขึ้นมา
อีกหน่อย ผมก้มลงมองนาฬิกา
วันนี้นาฬิกาของผมกำลังวิ่ง
แล้ว นาฬิกาของเธอจะกำลังวื่งด้วยไหม?
หรือว่ามีเพียงนาฬิกาของผมคนเดียว
ที่กำลังวิ่ง ส่วนของเธอนั้นแค่เดิน

ฝนยังคงตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย
พร้อมๆกับใจที่พองโต

Advertisements

เปิดหน้าต่างไว้
ละออกฝนตกกระทบใบหน้า

ช่วงนี้สายฝนไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย
ทั้งๆที่เริ่มเข้าฤดูร้อนแล้วแท้ๆ
ไม่ใช่ว่ากลัวฝน แต่กลัวผลที่เกิด
จากการที่ฝนตกทุกวันแบบนี้

ไม่รู้ว่า ที่ไหนจะเดือดร้อนเพราะ
น้ำตาของเจ้าก้อนเมฆเหล่านั้นบ้าง
หรือความจริงแล้ว ก้อนเมฆที่ลอย
อยู่บนฟ้าไม่ได้อยากร้องไห้หรอก
แต่เพียงมันกำลังเศร้าใจที่เห็นโลกที่มัน
เฝ้ามองมานาน กำลังถูกทำลาย
ค่อยๆถูกทำลายไปเรื่อยๆ

นี่มันอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลง
ที่ไม่มีใครหยุดได้อีกแล้ว
น้ำตาของก้อนเมฆตกลงใส่มหาสมุทร
ระดับน้ำสูงขึ้น โลกกลายเป็นดาวเคราะห์
‘สีน้ำเงิน’ ขึ้นมาจริงๆ เมื่อถึงตอนนั้น
เราคงไม่มีพื่นที่ให้วิ่งเล่น

เคยสักเกตุไหมว่าบนโลกนี้
มีของหลายอย่างที่มักจะอยู่ด้วยกัน
และไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องอยู่
แต่ทุกครั้งที่เห็น มันก็มักจะอยู่ด้วยกัน

ร้านซ่อมรองเท้ากับร้านทำกุญแจเป็นร้านเดียวกัน
บางร้านก็เป็นคู่ชายหญิงที่ซ่อมร้องเท้า+ทำกุญแจ
บางร้านช่างซ่อมรองเท้าที่สามารถทำกุญแจได้ด้วย

ถ้าตอนนี้ผมกลายเป็นช่างซ่อมรองเท้าขึ้นมาจริงๆ
ร้านของผมก็คงเป็นร้านที่มีแต่ช่างซ่อมรองเท้าเท่านั้น
หน้าร้านคงมีป้ายประกาศใหญ่ๆว่า “ตามหาช่างทำกุญแจ”
ผมคิดว่าการที่เรามีคนที่ทำงานด้วยมันย่อมดีกว่าทำงาน
คนเดียว มันอาจจะทำให้ในทุกๆวันของการเปิดร้าน
มีความหมายมากขึ้นก็ได้

ถ้าทุกวันนี้ชีวิตที่เดินไป เรากำลัง
ตามหาใครสักคนอยู่
มันก็คงเป็นเหมือนกับช่างซ่อมรองเท้า
ที่กำลังตามหาช่างทำกุญแจอยู่

Global Warming หรือจะสายเกินไป
เรื่อง > ปาริชาต รัตนสังข์

เมื่อก่อนเวลาได้ยินแคมเปญรณรงค์เรื่องโลกร้อน
ไม่ว่าจะให้ใช้ถุงผ้าเพื่อลดโลกร้อน หรือให้ลดใช้พลังงาน พวกเราเคยสงสัยกันมั้ยว่า
การกระทำแบบนั้นมันสามารถลดอุณหภูมิโลกได้ยังไง หรือมันเป็นแค่กระแสโลกเท่านั้น
จนเมื่อได้มีโอกาสไปทริปของอ.ยงยุทธ จรรยารักษ์
จึงค่อยเกิดพุทธิปัญญาขึ้น จริงๆ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก
แต่ก็เหมือนความเข้าใจมันพอจะก่อตัวขึ้น ก็เลยอยากจะแบ่งปันกับเพื่อนๆ
ลองอ่านกันดูนะ
เริ่มแรก อาจารย์สอนว่า “เราจะรักสิ่งใดไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้จักสิ่งนั้นก่อน
การทำความรู้จัก จะทำให้เราเข้าใจ และในที่สุดก็จะก่อให้เกิดความรัก”
คำสอนนี้ สามารถใช้ได้กับทุกอย่างบนโลก
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของความรักระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น
ทีนี้ เราก็เลยลองพยายามทำความเข้าใจกับคำว่า Global Warming ดู
ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราคิดจะถูกหรือเปล่านะ ลองดูแล้วกันจ้า

ก่อนที่เราจะรู้จักกับ Global Warming หรือโลกร้อน
เราคงต้องมารู้จักกับสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก
คำนั้นก็คือ ภาวะเรือนกระจก (Green House effect) เกิดจาก ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซมีเทน
ซึ่งอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทำหน้าที่ช่วยกักเก็บรังสีความร้อนไม่ให้แผ่ออกไปนอกโลก
ช่วยรักษาอุณหภูมิโลกให้อบอุ่นพอเหมาะพอดี
ต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ
แต่ปัจจุบันมีการปลดปล่อยก๊าซดังกล่าวมากขึ้นจากการใช้พลังงาน
จากฟอสซิลหรือพลังงานที่เรารู้จักในชื่อน้ำมันนั่นเอง
ที่มาของการใช้พลังงานน้ำมันมาจากไหน ก็มาจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา
เริ่มจากการใช้พลังงานน้ำมันในการใช้รถ ไม่ว่าจะด้วยการคมนาคมขนส่งทั้งตัวเราไปยังสถานที่ต่างๆ
ขนส่งอาหาร หรือสินค้าต่างๆที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน (โดยเฉพาะหากการขนส่งนั้นๆ เกิดทางอากาศ
รู้ไหมคะว่าการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเครื่องบินระยะทาง 2,500 กิโลเมตร
ก่อให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 1.3
ตันต่อคนบนเครื่องบินและยังทำให้ปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศลดลงอีกด้วย) การใช้น้ำมันในการผลิตกระแสไฟฟ้า
เพราะเราใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นยามหลับหรือยามตื่น ที่บ้านหรือที่ทำงาน การใช้สินค้าอุปโภคและบริโภคต่างๆ
เพราะสินค้าเหล่านั้นย่อมต้องมีการขนส่งจากแหล่งผลิตมายังโรงงาน
ใช้เชื้อเพลิงในการผลิต(ใช้เชื้อเพลิงโดยตรงหรือใช้กระแสไฟฟ้า)
และต้องขนส่งจากโรงงานมายังร้านค้าต่างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เรามีการใช้เชื้อเพลิงโดยทางอ้อม
เราจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่หลังคาบ้านของเรา
จากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้โลกของเราเสมือนมี barrier
หรือชั้นห่อหุ้มโลกที่หนาขึ้น แถมผู้ช่วยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างป่าไม้ของเราก็หายไปเกินครึ่ง
จากการตัดไม้ทำลายป่า โลกเราก็เลยร้อนขึ้นทุกปี โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8 องศาเซลเซียสต่อปี
ผู้ช่วยที่สำคัญอีกแหล่งก็คือมหาสมุทรซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก
แต่ปัจจุบันมหาสมุทรอาจไม่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้
เนื่องจากปริมาณที่ถูกปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศที่มากเกินไป
อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 8 องศาเซลเซียส ดูแล้วไม่น่าจะเป็นตัวเลขที่มากมายอะไร แต่รู้ไหมว่า
การที่โลกร้อนสะสมมากขึ้น ทุกปีๆ มีผลอย่างไรบ้าง
จากหนังสือ ‘50 เรื่องต้องรู้ อยู่กับโลกร้อน’ ของสำนักพิมพ์สารคดี บอกเอาไว้ว่า
โลกร้อนไม่ได้แค่ทำให้อากาศร้อน มีคาดการณ์ไว้ว่า แต่ละองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในธรรมชาติ

+1 องศาเซลเซียส โลกจะ พบกับภาวะขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม และพายุ ที่สร้างความเสียหายบ่อยขึ้น

+2 องศาเซลเซียส ภายใน 20 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตกว่าร้อยละ 30 จะล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์
ผลผลิตข้าวและธัญพืชลดลง

+3 องศาเซลเซียส ภายใน 30 ปีข้างหน้า ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายหมด
ผลผลิตอาหารทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง ปะการังตายทั่วโลก

+4 องศาเซลเซียส ภายใน 40 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตทั่วโลกสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ น้ำแข็งขั้วโลกละลายหมด
เมืองใหญ่ที่ติดชายฝั่งรวมทั้งกรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำ

เป็นอย่างไรบ้าง จะเห็นได้ว่าไม่จำเป็นที่เราจะต้องตายก่อนแล้วเกิดใหม่
เราถึงจะเห็นหายนะของโลก แต่มันจะเกิดในช่วงชีวิตของเรานี่แหละ
เราคงไม่ได้ตายเพราะอุกาบาตรพุ่งชนโลกเหมือนใน Deep Impact หรือว่าอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว
ทำให้หนาวตายทั้งๆที่ยังมีอาหารอยู่ในกระเพาะเหมือนกับช้างแมมมอธ
แต่เราก็กำลังผจญกับภาวะโลกร้อนเหมือนใน Ice age
ถึงแม้ว่าเราจะหยุดการใช้พลังงานทุกอย่างบนโลกนี้
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ห่อหุ้มโลกก็จะยังต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปีกว่าที่จะเบาบางลง
แต่มันคงไม่สาย ถ้าเราจะช่วยกัน ไม่ทำร้ายโลกมากไปกว่านี้
ด้วยการลดใช้พลังงานและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าที่สุด
แต่มันคือชีวิตของเรา โลกของเรา บ้านเพียงหลังเดียวของเรา
ถึงเวลาที่เราต้องช่วยกันแล้วล่ะค่ะ ที่เราจะต้องตระหนักถึงความเป็นจริง
เพื่อที่จะรักษาโลกให้เป็นมรดกที่สามารถส่งต่อไปให้แก่ลูกหลานของเราได้ในอนาคต