ketchupp:)

Archive for February 2007

มีหลายคนที่เคยบอกว่า”เราน่าจะลองไปใช้ชีวิตติดดินบ้าง จะได้รู้จักรสชาติของชีวิต”

ผมก็เลยตั้งในว่าเราก็น่าจะมีสักครั้งที่ออกจากชีวิตที่สุขสบายไปใช้ชีวิตที่ติดดินดูบ้าง
และแล้วผมก็ได้พบกับชีวิตติดดินไม่ใช่เพราะความบังเอิญ แต่อาจเป็นเหตุผลบังคับให้ผมต้องมาเจอ
อาจเป็นเพราะถ้าเราไม่เจอในตอนนี้ในอนาคตเราอาจจะไม่ต้องการเจอมันอีกก็ได้
การจะไปใช้ชีวิตติดดิดนั้นไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด

ชีวิตติดดิน มันเริ่มตั้งแต่ตอนผมไปถึงที่นั้น
เมื่อผมก้าวลงรถสัมผัสพื้นดินปนทราย
มีฝุ่นฟุ้งมาปะทะใบหน้าผม
ผมก็รู้สึกถึงการความไม่สบายที่รออยู่ในอนาคต
แต่ผมก็คิดอยู่แล้วว่า ถ้ามาที่นี่คงไ ม่มีคำว่า สบาย
เมื่อมาอยู่ที่นี่ผมเพิ่งรู้ว่า นอนกลางดินกินกลางทราย เป็นอย่างไร

“นอนกลางดินเพื่อสร้างนิสัยที่ดีให้กระดูกสันหลังที่เรื่มเคยชินกับความสบาย
กินข้าวกับทรายที่ลอยมาตามสายลมเพื่อให้รู้ว่ามีอีกหลายอย่างในโลกที่กินได้”

ผมใช้ชีวิตอย่างนั้นอยู่ 3 วัน 2 คืน
เสื้อผ้าชุดเดิมที่สวยขึ้นเมื่อเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับพื้นดิน
บางครั้งถ้าเราได้ใกล้ชิดธรรมชาติบ้างก็จะรู้ว่าธรรมชาตินั้นสวยงามกว่าที่เราคิด

และแล้ววันเวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนโกหก 3 วันผ่านพ้นไป

ผมเดินทางกลับสู่ชีวิตแบบเดิมๆที่สุขสบาย
เมื่อผมกลับมาถึงผมรู้สึกว่า ผมไม่เหมือนเดิม
ผมรู้สึกว่าผมนั้นได้ วัคซีน มาจากชีวิตติดดิน
ผมไม่กลัวว่าถ้าในอนาคตต้องลำบาก
ไม่กลัวการไปนอนกลางดินกินกลางทรายอีกต่อไป

มาถึงในตอนนี้ผมรู้แล้วว่าการได้ใช้ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตที่ถึงแม้มันจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ
ไปกับการใช้ชีวิตติดดินนั้น มันทำให้ได้มุมมองที่หลากหลายขึ้นเยอะ

แล้วคุณจะเลือกแบบไหน?
ระหว่างชีวิตที่มีวัคซีน กับชีวิตที่ไม่มีวัคซีน

Advertisements

ตื่นแต่เช้า

แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว

กินข้าว ไปโรงเรียน

เข้าแถวเคารพธงชาติ

เข้าห้องเรียน  เรียนหนังสือ

พักเที่ยง

ซื้อข้าว กินข้าว กินขนม

เข้าห้องเรียน เรียนหนังสือ

เลิกเรียน

กลับบ้าน อาบน้ำ ดูทีวี

เล่นคอม นอนหลับ

….กลับไปอ่านบรรทัดแรกใหม่…

ในเวลาที่ไม่มีอะไร

ถ้ามองให้ดี

ก็จะเห็นว่ามีอะไร 

เนื่องจากช่วงนี้กำลังใกล้ปิดภาคเรียนแล้ว

ทางเราจึงมีงานที่หมักหมมไว้นานปีต้องเร่งทำให้เสร็จ

จึงไม่ค่อยมีเวลาจะมา up Blog

ขอประกาศไว้ ณ Blog นี้ด้วย

แต่ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ใดบนโลกนี้

ที่มันช่างกว้างใหญ่

และฉันยังคงต้องรออีกนานเท่าไหร่

กว่าจะพบคนนั้นที่รออยู่

คู่แท้ที่จะเข้ามาเปลี่ยน

ชีวิตคนธรรมดาคนนี้

ให้ไม่ต้องเหงาอีกต่อไป

คุณเชื่อเรื่องคู่แท้ไหม?

เมื่อคืนผมดูรายการ”คนค้นคน”(ทำไมแป้นคีบอร์ดไม่มี ค.คน)

รู้สึกว่าชื่อตอนจะชื่อว่า”คำมั่นสัญญา”

เป็นเรื่องของตายายคู่หนึ่ง

ที่คุณยายช่วนเหลือตัวเองไม่ได้ต้องให้คุณตาคอยช่วยเหลือ

คุณตาคอยทำทุกอย่างโดยไม่ขาดตกบกพร่องเลยน่ะ

แล้วแถมยังพาคุณยายไปนั้งรถเล่นอีก

รู้ไหม?

ผมดูแล้วผมนึกถึงว่าในโลกนี้จะมีใครที่ยอมทำเพื่อคนรักมากขนาดนี้อีกหรอ?

มีประโยดนึงที่คุณตาพูดออกมาว่า”จะดูแลยายไปจนกว่าตาจะไม่มีลมหายใจ”

อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้คุณตายอมที่จะทำทุกอย่างเพื่อคุณยายขนาดนี้

เพียงแค่ลมปากที่เป็นคำมั่นสัญญาเท่านั้นหรอ ที่ทำให้คนเรายอมทำทุกอย่างเพื่อคนที่เรารัก

“เคยได้ยินไหมที่ใครคนหนึ่ง เคยบอกว่ารัก

เป็นดังรองเท้าคู่หนึ่ง บางทีก็ดูคับเกินไป

บางทีไม่เหมาะสมกับฉันสักเท่าไหร่…”

บางครั้งการที่เราจะเลือกรักใครสักคน

ก็เหมือนกับการที่เราเลือกรองเท้า

ถ้าเราเลือกได้รองเท้าที่ถูกใจเราก็จะใส่สบาย

แต่ในทางกลับกันถ้าเราเลือกรองเท้าที่คับไป

หรือหลวมจนเกินไปก็จะทำให้อึดอัดหรือหลวมๆ

ความรักก็เลยเหมือนกับรองเท้า……

ถ้าเราผูกมัดกันมากเกินไปก็จะเหมือนกับรองเท้าที่คับ

อาจะกัดเราจนเป็นแผล…

ถ้าเราเลือกที่จะปล่อยอีฝ่ายอย่างอิสระเกินไปก็จะเหมือนรองเท้าที่หลวม

อาจจะหลุดหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้…

รองเท้าที่เราถูกใจ มันอาจจะต้องใช้เวลาในการค้นหา

มันอาจจะเหมือนและต้องดูอยู่นานกว่าจะตัดสินใจซื้อ

แต่ถ้าเราได้รองเท้าคู่นั้นมาแล้ว ก็ควรที่จะรักษารองเท้า

คู่นั้นไว้ให้ดี อย่าใช้งานจนรุนแรง หรือใส่แล้วก็ไม่สนใจใยดี

ขอให้เจอรองเท้าที่ถูกใจเร็วๆ ข้อความตอนขึ้นเรื่องเป็นเพลงน่ะ

แต่ผมจำไม่ได้ว่าเป็นเพลงชื่ออะไร ถ้าใครรู้ก็บอกกันบ้างล่ะ

อยากฟังอีกสักครั้ง

หมั่นซักรองเท้าของตัวเองบ้างหล่ะ บางทีรองเท้าที่เราว่าไม่ชอบ

มันอาจเป็นรองเท้าที่เรากำลังตามหาอยู่ก็ได้

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยู่บนโลกใบนี้

ที่มันกำลังค่อยๆเจริญเติบโตขึ้นที่ละน้อย

ก็เหมือนกับ”Blog”นี้

คงไม่ค่อยมีใครรู้ว่าการได้เห็นคนที่เข้ามาอ่าน

ข้อความที่เราเขียนแล้วเขียนบอกความคิดเค้า

โต้ตอบกับเราผ่านทางพื้นที่ขนาดประมานไม่กี่GBนี้

มันทำให้ใครคนนึงยิ้มได้เมื่อมองผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมนี้

เมื่อได้เห็นข้อความที่ทุกคนเขียนโต้ตอบมา

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการเจริญเติบโตที่ละน้อย

แต่มันก็ช่วยให้ผมได้มีแรงเขียนต่อไป

ขอบคุนสำหรับทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมเยียนกัน

และผมจะตั้งใจเขียนต่อไปให้ดีที่สุด^^

ขนมในวัยเด็ก

ตอนเด็กๆผมอาศัยอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด บ้านที่ผมอยู่ค่อนข้างห่างจากเมือง

จึงมีกลิ่นอายความเป็นลูกทุ่งโชยไปทั่ว ถ้าบ้านใครอยู่ต่างจังหวัดก็จะพอนึกออก

ทุกวันจะมีรถที่เอาของจากตลาดมาขายแถวบ้านและจะมีรถขายไอติม

ถ้าผมจำไม่ผิดน่ะตอนนั้นเค้สเรียกว่า“ไอติมตัด” ลักษณะของเจ้าไอติมคือ

เป็นสีเหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ เวลาซื้อก็จะมี 2 ราคา ถ้าซื้อ 10 บาทก็จะได้ทั้งอันเลย

แต่ถ้าซื้อแค่ 5 บาทก็จะได้แค่ครึ่งเดียว เวลาขายก็เลยต้องตัดแบ่ง

นั้นคงเป็นที่มาของ“ไอติมตัด” จำได้ว่าเวลาที่รถไอติมมาเด็กแถวๆนั้น

ก็จะวิ่งรุมกันเข้าไปซื้อ จนคนขาย ขายไม่ทันเลย ห้าห้า

มันคงเป็นภาพความสับสนวุ่นวายที่ดูแล้วมีความสุขที่สุด

และภาพเหล่านั้นคงหาดูไมได้อีกแล้ว หรือเป็นเพียงความทรงจำในวัยเด็ก

วันเวลาที่ผ่านไปเรื่อยๆทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไปมากมาย

เพราะฉะนั้นเราควรเก็บความทรงจำที่มีค่าไว้ตลอดกาล

และถ้าอยากให้สนุกขึ้นอีกก็มาเล่าความทรงจำในวันเด็กสู่กันฟังบ้าง

ลาก่อน“ไอติมตัด”……จะเก็บไว้ในความทรงจำเสมอ