Posted by: ketchup on: April 6, 2009
เปิดหน้าต่างไว้
ละออกฝนตกกระทบใบหน้า
ช่วงนี้สายฝนไหลลงมาอย่างไม่ขาดสาย
ทั้งๆที่เริ่มเข้าฤดูร้อนแล้วแท้ๆ
ไม่ใช่ว่ากลัวฝน แต่กลัวผลที่เกิด
จากการที่ฝนตกทุกวันแบบนี้
ไม่รู้ว่า ที่ไหนจะเดือดร้อนเพราะ
น้ำตาของเจ้าก้อนเมฆเหล่านั้นบ้าง
หรือความจริงแล้ว ก้อนเมฆที่ลอย
อยู่บนฟ้าไม่ได้อยากร้องไห้หรอก
แต่เพียงมันกำลังเศร้าใจที่เห็นโลกที่มัน
เฝ้ามองมานาน กำลังถูกทำลาย
ค่อยๆถูกทำลายไปเรื่อยๆ
นี่มันอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลง
ที่ไม่มีใครหยุดได้อีกแล้ว
น้ำตาของก้อนเมฆตกลงใส่มหาสมุทร
ระดับน้ำสูงขึ้น โลกกลายเป็นดาวเคราะห์
‘สีน้ำเงิน’ ขึ้นมาจริงๆ เมื่อถึงตอนนั้น
เราคงไม่มีพื่นที่ให้วิ่งเล่น
Posted by: ketchup on: April 3, 2009
เคยสักเกตุไหมว่าบนโลกนี้
มีของหลายอย่างที่มักจะอยู่ด้วยกัน
และไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องอยู่
แต่ทุกครั้งที่เห็น มันก็มักจะอยู่ด้วยกัน
ร้านซ่อมรองเท้ากับร้านทำกุญแจเป็นร้านเดียวกัน
บางร้านก็เป็นคู่ชายหญิงที่ซ่อมร้องเท้า+ทำกุญแจ
บางร้านช่างซ่อมรองเท้าที่สามารถทำกุญแจได้ด้วย
ถ้าตอนนี้ผมกลายเป็นช่างซ่อมรองเท้าขึ้นมาจริงๆ
ร้านของผมก็คงเป็นร้านที่มีแต่ช่างซ่อมรองเท้าเท่านั้น
หน้าร้านคงมีป้ายประกาศใหญ่ๆว่า “ตามหาช่างทำกุญแจ”
ผมคิดว่าการที่เรามีคนที่ทำงานด้วยมันย่อมดีกว่าทำงาน
คนเดียว มันอาจจะทำให้ในทุกๆวันของการเปิดร้าน
มีความหมายมากขึ้นก็ได้
ถ้าทุกวันนี้ชีวิตที่เดินไป เรากำลัง
ตามหาใครสักคนอยู่
มันก็คงเป็นเหมือนกับช่างซ่อมรองเท้า
ที่กำลังตามหาช่างทำกุญแจอยู่
Posted by: ketchup on: April 1, 2009
Global Warming หรือจะสายเกินไป
เรื่อง > ปาริชาต รัตนสังข์
เมื่อก่อนเวลาได้ยินแคมเปญรณรงค์เรื่องโลกร้อน
ไม่ว่าจะให้ใช้ถุงผ้าเพื่อลดโลกร้อน หรือให้ลดใช้พลังงาน พวกเราเคยสงสัยกันมั้ยว่า
การกระทำแบบนั้นมันสามารถลดอุณหภูมิโลกได้ยังไง หรือมันเป็นแค่กระแสโลกเท่านั้น
จนเมื่อได้มีโอกาสไปทริปของอ.ยงยุทธ จรรยารักษ์
จึงค่อยเกิดพุทธิปัญญาขึ้น จริงๆ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก
แต่ก็เหมือนความเข้าใจมันพอจะก่อตัวขึ้น ก็เลยอยากจะแบ่งปันกับเพื่อนๆ
ลองอ่านกันดูนะ
เริ่มแรก อาจารย์สอนว่า “เราจะรักสิ่งใดไม่ได้ ถ้าเราไม่รู้จักสิ่งนั้นก่อน
การทำความรู้จัก จะทำให้เราเข้าใจ และในที่สุดก็จะก่อให้เกิดความรัก”
คำสอนนี้ สามารถใช้ได้กับทุกอย่างบนโลก
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของความรักระหว่างหนุ่มสาวเท่านั้น
ทีนี้ เราก็เลยลองพยายามทำความเข้าใจกับคำว่า Global Warming ดู
ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราคิดจะถูกหรือเปล่านะ ลองดูแล้วกันจ้า
ก่อนที่เราจะรู้จักกับ Global Warming หรือโลกร้อน
เราคงต้องมารู้จักกับสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก
คำนั้นก็คือ ภาวะเรือนกระจก (Green House effect) เกิดจาก ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซมีเทน
ซึ่งอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทำหน้าที่ช่วยกักเก็บรังสีความร้อนไม่ให้แผ่ออกไปนอกโลก
ช่วยรักษาอุณหภูมิโลกให้อบอุ่นพอเหมาะพอดี
ต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ
แต่ปัจจุบันมีการปลดปล่อยก๊าซดังกล่าวมากขึ้นจากการใช้พลังงาน
จากฟอสซิลหรือพลังงานที่เรารู้จักในชื่อน้ำมันนั่นเอง
ที่มาของการใช้พลังงานน้ำมันมาจากไหน ก็มาจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา
เริ่มจากการใช้พลังงานน้ำมันในการใช้รถ ไม่ว่าจะด้วยการคมนาคมขนส่งทั้งตัวเราไปยังสถานที่ต่างๆ
ขนส่งอาหาร หรือสินค้าต่างๆที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน (โดยเฉพาะหากการขนส่งนั้นๆ เกิดทางอากาศ
รู้ไหมคะว่าการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเครื่องบินระยะทาง 2,500 กิโลเมตร
ก่อให้เกิดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 1.3
ตันต่อคนบนเครื่องบินและยังทำให้ปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศลดลงอีกด้วย) การใช้น้ำมันในการผลิตกระแสไฟฟ้า
เพราะเราใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นยามหลับหรือยามตื่น ที่บ้านหรือที่ทำงาน การใช้สินค้าอุปโภคและบริโภคต่างๆ
เพราะสินค้าเหล่านั้นย่อมต้องมีการขนส่งจากแหล่งผลิตมายังโรงงาน
ใช้เชื้อเพลิงในการผลิต(ใช้เชื้อเพลิงโดยตรงหรือใช้กระแสไฟฟ้า)
และต้องขนส่งจากโรงงานมายังร้านค้าต่างๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เรามีการใช้เชื้อเพลิงโดยทางอ้อม
เราจึงเป็นส่วนหนึ่งของการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่หลังคาบ้านของเรา
จากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้โลกของเราเสมือนมี barrier
หรือชั้นห่อหุ้มโลกที่หนาขึ้น แถมผู้ช่วยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างป่าไม้ของเราก็หายไปเกินครึ่ง
จากการตัดไม้ทำลายป่า โลกเราก็เลยร้อนขึ้นทุกปี โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8 องศาเซลเซียสต่อปี
ผู้ช่วยที่สำคัญอีกแหล่งก็คือมหาสมุทรซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก
แต่ปัจจุบันมหาสมุทรอาจไม่สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้
เนื่องจากปริมาณที่ถูกปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศที่มากเกินไป
อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 8 องศาเซลเซียส ดูแล้วไม่น่าจะเป็นตัวเลขที่มากมายอะไร แต่รู้ไหมว่า
การที่โลกร้อนสะสมมากขึ้น ทุกปีๆ มีผลอย่างไรบ้าง
จากหนังสือ ‘50 เรื่องต้องรู้ อยู่กับโลกร้อน’ ของสำนักพิมพ์สารคดี บอกเอาไว้ว่า
โลกร้อนไม่ได้แค่ทำให้อากาศร้อน มีคาดการณ์ไว้ว่า แต่ละองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในธรรมชาติ
+1 องศาเซลเซียส โลกจะ พบกับภาวะขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม และพายุ ที่สร้างความเสียหายบ่อยขึ้น
+2 องศาเซลเซียส ภายใน 20 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตกว่าร้อยละ 30 จะล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์
ผลผลิตข้าวและธัญพืชลดลง
+3 องศาเซลเซียส ภายใน 30 ปีข้างหน้า ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยละลายหมด
ผลผลิตอาหารทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง ปะการังตายทั่วโลก
+4 องศาเซลเซียส ภายใน 40 ปีข้างหน้า สิ่งมีชีวิตทั่วโลกสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ น้ำแข็งขั้วโลกละลายหมด
เมืองใหญ่ที่ติดชายฝั่งรวมทั้งกรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำ
เป็นอย่างไรบ้าง จะเห็นได้ว่าไม่จำเป็นที่เราจะต้องตายก่อนแล้วเกิดใหม่
เราถึงจะเห็นหายนะของโลก แต่มันจะเกิดในช่วงชีวิตของเรานี่แหละ
เราคงไม่ได้ตายเพราะอุกาบาตรพุ่งชนโลกเหมือนใน Deep Impact หรือว่าอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว
ทำให้หนาวตายทั้งๆที่ยังมีอาหารอยู่ในกระเพาะเหมือนกับช้างแมมมอธ
แต่เราก็กำลังผจญกับภาวะโลกร้อนเหมือนใน Ice age
ถึงแม้ว่าเราจะหยุดการใช้พลังงานทุกอย่างบนโลกนี้
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ห่อหุ้มโลกก็จะยังต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆ ปีกว่าที่จะเบาบางลง
แต่มันคงไม่สาย ถ้าเราจะช่วยกัน ไม่ทำร้ายโลกมากไปกว่านี้
ด้วยการลดใช้พลังงานและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าที่สุด
แต่มันคือชีวิตของเรา โลกของเรา บ้านเพียงหลังเดียวของเรา
ถึงเวลาที่เราต้องช่วยกันแล้วล่ะค่ะ ที่เราจะต้องตระหนักถึงความเป็นจริง
เพื่อที่จะรักษาโลกให้เป็นมรดกที่สามารถส่งต่อไปให้แก่ลูกหลานของเราได้ในอนาคต
Posted by: ketchup on: March 14, 2009
นั่งมองหน้าต่างบานนี้เพลินๆ
ก็มองไปเห็น archives
ตั้งแต่วันที่เริ่มคิดว่าจะทำblog
นี่ก็พ่านมา 2 ปีแล้ว
ผมอยากรู้จริงๆว่า
ตอนนี้ผมได้โตขึ้นบ้างรึเปล่า?
ถ้าใช้เรื่องแรกที่เขียน และ
เรื่องสุดท้ายที่เขียน มาเทียบกัน
Posted by: ketchup on: March 14, 2009
สำหรับผมแล้ว เรื่อง ความรัก เป็นเรื่องสำคัญ
ถ้าลองชั่งน้ำหนักของความรักกับเรื่องอื่นๆแล้ว
ผมคงจะให้น้ำหนักในเรื่องของความรักมากกว่า
เรื่องอื่นๆเลยด้วยซ้ำ เพราะผมคิดอยู่เสมอว่า
ถ้าความรักดีก็จะให้เรื่องอื่นๆดีตามไปด้วย
เหมือนกับว่าความรักเป็นอาหารเสริมของเรื่องอื่นๆ
ผมค้นพบว่าความรักเป็นอาหารเสริม ก็เพราะว่า
สมัยตอนที่ผมยังเรียนประถม ผมแอบชอบเพื่อน
ผู้หญิงในห้อง ความรักแบบเด็กๆนั้นแหละที่ช่วย
ผลักดันให้ผมอยากมาโรงเรียนทุกวัน อีกทั้ง
เพื่อนผู้หญิงที่ผมชอบ ดันเป็นเด็กขยันมันเลยทำ
ให้ผมขยันเรียนตามเธอไปโดยไม่รู้ตัว แล้วเหตุ
การทำนองนี้ก็ยังคงเกิดซ้ำๆ
จะมีใคร เคยสักเกตุบ้างไหมว่า
ความรักก็เหมือนกับอาหาร
เหมือนกันตรงที่ความรักก็มีโภชนาการ
เช่นเดียวกันอาหารที่เรากินเข้าไป
เพียงแค่ความรักเป็นอาหารทางใจเท่านั้น
เป็นอาหารที่หาซื้อไม่ได้ตามฟูดแลนด์และ
ไม่มีขายตามร้านอาหาร มีแต่ต้องด้วยฝีมือ
ของตัวเอง แล้วก็นำมาแบ่งกันกิน
มันอาจจะจริงอย่างที่ว่า โลกหมุนด้วยความรัก
ไม่ใช่ความรักที่เป็นตัวผลักดันให้โลกหมุนโดยตรง
แต่ความรักผลักดัน ให้คนดำเนินชีวิตต่อไป
นี่อาจจะเป็นแค่มุมมองมุนหนึ่ง ที่ใช้ตาหนึ่งคู่และ
ใจอีกหนึ่งดวงมองเท่านั้น ความจริงแล้ว
ก็คงไม่มีใครคนไหนที่เห็นคุณค่าของความรัก
ได้เท่ากัน ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว
ที่นี่ ในบ้านของผม ก็คงยังพอมีที่เหลือ
ให้แขกที่มาเยี่ยม ได้ทิ้งมุมมองกับความรักไว้นะครับ
Posted by: ketchup on: January 16, 2009
วันก่อนผมไปโรงพยาบาลมา
ระหว่างที่นั่งรอตรวจอยู่
ในมือกำลังถือหนังสือเรื่อง CHANGE
สายตาอยู่ที่ตัวหนังสือในเล่ม
เงยหน้าขึ้นมาพักสายตาเป็นช่วงๆๆ
(ไม่ได้เป็นแพนด้านะครับ)
ระหว่างที่อ่านไปเรื่อยไม่ได้สนใจอะไร
ก็เหลือบไปเห็นผู้หญิง คนหนึ่ง
กำลังถือลอนดอนไดอารี่1.1 อยู่
น่ารักด้วยผู้หญิงสิ เหมือนกับมีบางอย่าง
เปลี่ยนไป CHANGE CHANGE CHANGE
รู้สึกว่าอยากรู้จัก เลยรวบรวมความกล้า
แล้วเดินเข้าไปทัก ไม่ได้พูดคุยอะไรมาก
ถามแค่ว่า ‘ชอบอ่านหนังสือหรอครับ
ผมก็อ่านของนักเขียนคนนี้เหมือนกัน
พอจะมีเวลาว่างบ้างไหมครับ’ เธอก็ทำหน้างงๆ
ผมล้วงกระเป๋าไปหยิบกระดาษที่มีเรื่องที่
ผมเป็นคนเขียนเอง พร้อมใบสมัคร a book street fair
ที่ถูกเย็บติดกัน ยื่นส่งให้เธอ ซึ่งใบสมัครผมเขียนเรียบร้อยแล้ว
แล้วบอกไปว่า ถ้าสนุกก็ส่งเมลล์มาคอมเม้นให้ด้วยนะ
เราอยากรู้จักนะ แล้วผมก็รีบสาวเท้าเดินหนีออกมาเลย
ไม่ปล่อยให้เธอได้พูดอะไร อาจจะเป็นเพราะ
ผมกลัวว่าเธอจะยื่นกระดาษทั้งหมดคืนมา
ผมไม่กล้าพอที่จะรับคำปฏิเสธ
หลังจากวันนั้น นี่ก็ปาเข้าไปหนึ่งอาทิตย์แล้ว
ผมยังไม่ได้รับการติดต่อจากเธอเลย
ผมพยามยามออนMSN เช็คอีเมล์ แต่ก็ยัง
ไม่มีจดหมายอันไหนที่มีทีท่าว่าจะเป็นของเธอเลย
ตอนนี้ผมเสียดายมากที่ไม่ได้รู้จักกับเธอ
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม
ผมกลับไม่รู้สึกเสียใจเลย ผมกลับดีใจ
มากกว่าที่วันนั้นผมกล้าที่จะเข้าไปทักเธอ
‘บางทีคนเรา พบกันแล้วก็ไม่รู้จะได้เจอกันอีกจริงไหม’
Posted by: ketchup on: November 4, 2008
พวกเราทั้งหมดนั่งรถมาถึงเมืองเว้ที่เป็นจุดหมายแรกแล้ว
ท้องฟ้ามืดแล้ว แต่ผมยังไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหนคืนนี้
รถตู้ที่เราเช่ามาจอดขับมาจอดส่งพวกเราแถวๆ ย่านที่เป็น
มีเกสเฮ้าส์ขึ้นปะปนอยู่กับร้านขายของชำและของที่ระลึก
เป็นตลาดเลยก็ว่าได้ ลักษณะเป็นตึกแถวปลูกติดกันเป็น
ทางยาวสองฟากถนน
พวกเราเริ่มมองหาที่หลับนอนสำหรับคืนนี้ ทริปนี้อาจจะ
เป็นทริปที่สบายสำหรับผมไปหน่อย เพราะผมไม่ได้
จัดการอะไรด้วยตัวเองมากมาย เรื่องที่พักสำหรับวันนี้ก็
มีพี่ๆที่มาด้วยกันเค้าจัดหาให้ เจรจาตกลงราคากันเรียบร้อย
โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไร
ที่พักแรกของเราคืนนี้ สะอาดดูดี ห้องพอวางเตียงนอน+ทาง
เดินอีกนิดหน่อย และก็มีแอร์กับห้องน้ำในตัว ราคาค่าห้องหาร
กันออกมาแล้วอาจจะตกใจ แค่ประมาณคนละร้อยกว่าบาทต่อ
คืน ผมว่ามันเป็นราคาที่ถูกทีเดียว ถ้าเป็นทีเมืองไทยอาจจะแพง
กว่านี้ก็ได้
เราเอาของขึ้นไปเก็บไว้ที่พัก ล้างหน้าล้างตาแล้วนัดกันว่าจะออก
ไปหาอะไรกิน เพราะตอนนี้ทุกคนหิวมากจนแทบจะกินปลาวาฬ
ได้ทั้งตัวแล้ว พวกเราเดินหาของกินสักพัก เจอแต่ร้านขายเฝอ
เฝอเป็นอาการเวียดนามที่คล้ายๆกับก๋วยเตี๋ยวของไทยเรา ด้วย
ความหิวมากพวกเราเลยตัดสินใจฝากท้องไว้กับเฝอที่เป็นอาหารมื้อ
แรกของเราในเวียดนามแล้วกัน
กินเสร็จแล้วพวกเราก็เดินเล่น ผมกะไว้ว่าจะไปดู ‘สะพานเจ็ดสี’
ที่นั่งรถข้ามมา พี่บดินทร์บอกว่า ‘ต้องมาถ่ายรูปคู่กับสะพานนี้
เพื่อแสดงว่ามาถึงแล้ว’ แต่พอไปถึงสะพานปิดไฟไปเรียบร้อยแล้ว
ผมแอบเสียใจนิดหน่อย แต่ยังดีว่ายังมีโอกาสคืนพรุ่งนี้อีกคืน
ที่จะมาถ่ายรูป
บางทีมาเที่ยวต่างถิ่น อะไรก็เกิดขึ้นได้ ความแน่นอนอาจจะไม่มีอยู่
เหตุการณ์เปลี่ยนไปได้เสมอ อีกสักพักไม่รู้จะเดินไปเจออะไร ตื่นเต้น
รู้สึกได้ว่าโลกนี้มีอะไรให้ค้นหาอีกมากมาย
Posted by: ketchup on: November 1, 2008
ผมนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับพี่เบลล์+เพื่อนพี่เบลล์อีก 2 คน
ระหว่างนั่งกินข้าวไป เราแค่แนะนำทำความรู้จักชื่อแซ่กัน
เท่านั้น ความจริงแล้วผมก็อยากชวนคุยแต่ว่าผมไม่รู้จะ
ชวนคุยอะไร ได้แต่นั่งตักข้าวกับไข่เจียวเข้าใส่ปาก
หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็ซื้อตั๋วรถทัวร์นั่งจาก มุกดาหาร
ไปสะหวันนะเขต เพื่อที่จะข้ามฝั่งจากประเทศไทยไป
ประเทศลาว นั่งรถไปสักพักก็ถึงด่านตรวจ เราต้องลง
รถไปทำเอกสารเพื่อข้ามประเทศ แล้วกลับมาขึ้นรถใหม่อีก
ซึ่งอาจจะดูยุ่งยาก
ประเทศสองประเทศความจริงแล้วก็แค่ถูกแบ่งด้วยเส้น
และขอบเขตที่เราเป็นคนกำหนดขึ้นมาเอง บางทีการที่เรา
ไปกำหนดขอบเขตของดินแดนอาจจะเป็นตนเหตุของการ
แก่งแย่งชิงดีกัน ทำให้เกิดสงคราม ทั้งที่มันเป็นสิ่งที่เรา
สมมติขึ้นมาเองทั้งนั้น อาจจะจริงอย่างที่ คุณวินทร์ เลียววาริณ
ได้เคยแสดงความคิดเห็นผ่านตัวหนังสือไว้ ใน ‘ความฝันโง่’ ว่า
‘บางทีสงครามจะสิ้นสุดลงได้ เมื่อทุกคนคิดว่า เราเป็นพลเมือง
ของโลก ของจักรวาลเดียวกัน มิใช่ของชาติหรือเผ่าพันธุ์หนึ่ง
เผ่าพันธุ์ใด..’
เมื่อเราข้ามฝั่งไปถึงประเทศลาวได้ พวกเราก็หาเหมารถตู้
เพื่อที่จะไปด่านลาวบาว(ชายแดนลาว-เวียดนาม) เราแบ่งเป็น
สองกลุ่ม นั่งรถตู้สองคันผม ระยะทางไปด่านลาวบาวไกลมาก
จนนั่งอยู่จะรู้สึกว่าแก้มก้นทั้งสองข้างหายไป ไร้ความรู้สึกโดย
สิ้นเชิง ระหว่างทางผมพยามยามจะชวนพี่คนขับพูดคุยอยู่
เหมือนกัน แต่เพราะมีอุปสรรคเรื่องภาษาทำให้คุยกันไม่สะดวก
พี่คนขับเป็นคนลาว ภาษาไทยกับลาวคล้ายกันบางทีพี่เค้าก็ฟัง
ออก แต่บางคำก็ฟังไม่ออก ส่วนผมก็พูดภาษาลาวไม่เป็น
เลยคุยกันไม่ต่อเนื่องเท่าไหร่ ได้แต่นั่งฟังเสียงอากาสที่ออกมา
จากช่องแอร์ในรถไปเรื่อยๆ จนเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้
พอสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกที รถยังคงวิ่งอยู่ สถาพสองข้างทาง
เป็นพื้นดินมีต้นไม้ขึ้นเป็นช่วงๆ ดูแห้งแล้ง ซึ่งทำให้บรรยากาศ
การนั่งรถไม่ค่อยจะสุขสมนัก เลยทำให้ผมต้องข่มตาหลับไปอีก
ผมรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่รถหยุดแล้ว พวกเราลงรถไปทำเรื่อง
เกี่ยวกับข้ามด่านลาวบาว พอยื้นเอกสารข้ามแดนเสร็จแล้ว
เราก็เดินข้ามผ่านซุ้มประตูที่กำหนดเขตแดนของประเทสเวียดนาม
ตอนนี้เราก็ยืยอยู่ในประเทสเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ว่าการเดินทางของเรายังไม่จบ พวกเราต้องหารถตู้เพื่อที่จะ
เดินทางไปเมืองเว้ ซึ่งเป็นที่ๆเราจะไปพักค้างคืนหนึ่งคืน
ระหว่างที่นั่งรถไปเมืองเว้ สถาพสองข้างทางของประเทศเวียดนาม
ต่างจาก สภาพสองข้างทางของประเทศลาวอย่างสิ้นเชิง
ประเทศเวียดนามดูร่มรื่นมากกว่า เหมือนเรากำลังนั่งรถอยู่
บริเวณภาคเหนือของบ้านเรา ที่ปกคลุมไปด้วยป่าไม้โอบล้อมไป
ด้วยภูเขา พอที่จะทำให้อากาศร้อน+อาการหิวลดลงมาบ้าง
เราไม่ได้จองที่พักไว้ เรายังไม่รู้ว่าจะนอนที่ไหน การเดินทาง
ครั้งนี้มีแค่โปรแกรมหลวมๆสบายๆ ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเกิด
อะไรขึ้น นี่แหละความสนุกที่ได้เดินทาง
Posted by: ketchup on: October 30, 2008
ผมยื่นตัวให้กับพนักงานบนรถทัวร์ เธอหยิบขึ้นมา
ดูแล้วส่งสายตาให้ผมประมาณว่า ‘นั่งตรงนี้น่ะค่ะ’
ที่นั่งเกินครึ่งหนึ่งของรถทัวร์เป็นของพวกเรา
จากนี้ไปผมจะขอใช้คำว่า ‘พวกเรา’ ในกรณีที่ผมเอ่ย
ถึงทุกคนในทริปนี้ ที่นั่งของผมอยู่ข้างๆพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง
ซึ่งเราได้มีโอกาสคุยกันนิดหน่อยตอนนั่งรอการทยอยมา
ของคนในทริป ถ้าในตอนนั้นผมจำไม่ผิดพี่เค้าชื่อ ‘พี่ปุ้ก’
พี่เค้าเขยิบให้ผมได้เข้าไปนั่งในด้านใน นั่งติดกระจก
บางทีเวลาที่ได้มีโอกาสนั่งรถทัวร์ไปไหนมาไหนถ้าไป
คนเดียวผมมักเลือกที่นั่งข้างกระจกมากกว่าเลือกที่นั่ง
ข้างทางเดินอยู่แล้ว แต่ถ้าไปกับเพื่อนหรือคนรู้จักเยอะๆ
ผมก็เลือกที่จะขอนั่งติดทางเดิน เพื่อจะได้ที่พูดคุยแบบ
น้ำไหลไฟดับ ยิงมุกกันแบบไม่กลัวว่ามันจะหมด พ่นน้ำลาย
กระเด็นข้ามหัวกันไปมามากกว่า ไม่ได้หมายความว่า
คนข้างในจะไม่ได้มีโอกาสพ่นน้ำลาย ในความคิดผม
มันไม่สะดวกสักเท่าไหร่ แต่ในการไปเที่ยวครั้งนี้ผม
ไม่คิดอย่างเดิม ผมอยากนั่งอยู่ติดทางเดินเพื่อจะได้หัน
ไปทำความรู้จักกับพี่เบาะข้างข้าง ข้างหน้า ข้างหลัง มากว่า
ผมนั่งอยู่บนรถทัวร์ที่นั่งติดกระจก มองดูผู้คนที่พลุกพล่าน
เดินกวักไกว่อยู่ข้างล่าง ผู้หญิงถือกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่
ผู้ชายกำลังอุ้มลังเบียร์ผูกด้วยเชือกฟางสีแดง เด็กตัวเล็กๆ
กำลังรบเร่าขอให้หญิงผู้เป็นแม่ซื้อขนมให้ มันช่างเป็นภาพ
ที่ทำให้ชวนเพลินดีเหมือนกัน ต่างคนต่างก็ทำเรื่องของ
ตัวเองไป บ้างก็นำเรื่องของตัวเองมาผูกเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็น
ความสัมพันธ์บ้างเล็กบ้างใหญ่
รถเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่ง
รถเคลื่อนไปได้สักพัก
ผมละสายตาจากข้างทางหันมามองพี่ปุ้กที่นั่งอยู่ข้างๆ
แสงไฟบนรถปิดลงเหลือเพียงแสงสีเหลืองดวงเล็ก
กับแสงข้างทางอีกนิดหน่อยพอทำให้มองเห็นได้บ้าง
ว่าพี่ปุ้กกำลังหลับตาอยู่ ตอนแรกว่าจะชวนพี่เค้าพูด
คุยทำความรู้จักกันสักหน่อย แต่พี่เค้าคงต้องการพัก
มากว่าคุยในตอนนี้ ผมปรับพนักพิงให้เอนลงพอที่
จะทำเป็นที่นอนบนรถในคืนนี้ได้ แล้วหันไปมองแสง
ไฟข้างทาง ที่ดูเหมือนกำลังวิ่งผ่านผมไป ผมเป็นฝ้าย
ที่หยุดนิ่งซะเอง…
ผมสะดุ่งตัวตื่น ภาพที่เห็นคือทุ่งนาและแสงสีส้มๆ
ส่งออกมาจากดวงอาทิตย์ที่ยังไม่โผล่พ้นขึ้นมาจาก
เส้นขอบฟ้าเต็มที่ เรากำลังจะถึงมุกดาหารในอีกไม่กี่
นาทีข้างหน้า ระหว่างหลายชั่วโมงที่ผมนั่งรถมา
ดูเหมือนเวลาจะไม่ได้ช่วยทำให้กำแพงที่กั้นความสัมพันธ์
นั้นให้บุบสลายไปเลย มันยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างดี
เราถึงมุกดาหารแล้ว พี่บดินทร์บอกว่าเราจะหาที่แปรงฟัน
และกินข้าวกันก่อนแล้วค่อยนั่งรถต่อไปฝั่งของประเทศลาว
พวกเราเลยเดินขบวนไปกินข้าว ในร้านขายอาหารตามสั่ง
แถวนั้น ระหว่างที่เดินไปกินข้าวผมได้เริ่มบทสนทนาอีกนิดหน่อย
กับคนในทริป มันคงยังเช้าไป ผมคงยังมีอาการง่วงอยู่
เลยไม่ทันที่จะสังเกตว่า ‘เริ่มมีเศษอิฐเศษปูนของกำแพงความ
สัมพันธ์ล่วงหล่นตามทางเดินที่ขาของผมก้าวเดิน+ปากของผมยังคง
ดำเนินบทสนทนาต่อไป’
Posted by: ketchup on: October 29, 2008
เช้านี้ ผมตื่นขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยมเดิมๆ หัวหนุนอยู่บน
หมอนใบเดิมที่เคยหนุนอยู่ทุกที แต่มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป
ก้อนเนื้อที่อยู่ใต้หน้าอกข้างซ้ายมันเต้นจังหวะแปลกๆ
ผมสลัดตัวออกจากกองหมอน+ผ้าห่ม เอามือขึ้นมาขยี้ตา
สองที แล้วเหลือบไปมองปฏิธินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ เห็นวงกลม
สีแดงล้อมรอบตัวเลข มีตัวหนังสือขยุกขยิกเขียนไว้ว่า
‘ไปเที่ยวเวียดนาม’
พี่บดินทร์นัดผมและผู้ร่วมทริปคนอื่นๆไว้ที่สถานีขนส่งหมอชิต
เวลาประมานสองทุ่มกว่า
ผมนั่งแท็คซี่จากรังสิตไปหมอชิต ระหว่างทางในหัวสมอง
ของผมคิดเรื่องราวทบทวนย้อนไปย้อนมา อะไรทำให้ผม
กล้าตัดสินใจออกเดินทาง ทั้งๆที่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศ
ที่จะไปนี่น้อยมาก แถมอุปสรรคเรื่องภาษาก็เป็นอีกหนึ่งเรื่อง
ที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นกังวล ภาษาของผมนั้นจัดว่าอยู่ในขั้นที่
เรียกว่า จะงูก็ไม่งู จะปลาก็ไม่ปลา แล้วผมจะเอาอะไรไป
สื่อสารกับเค้า ผมกลัวตัวเองไปเป็นภาระของคนที่ไปด้วยกัน
รถแท็กซี่จอดที่ชั้นสองของสถานีขนส่งหมอชิต ผมควักเงิน
ในกระเป๋าให้แท็กซี่ พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ คนขับแท็คซี่
รับเงินด้วใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับตอบกลับมาว่า ‘โชคดีน่ะครับ’
ผมก้าวขาลงไปยืนอยู่หน้าประตูทางเข้า มือสองกำสายสะพาย
เป้ไว้แน่น ในสมองกำลังคิดถึงคำพูดที่เพิ่งวิ่งผ่านรูหูเข้ามา
กระทบกับแก้วหู ผมพูดกับตัวเองว่ามาถึงขนานนี้แล้วจะไปก็
คงจะไม่ได้ ลองสักครั้ง จะได้รู้สักทีมันเป็นยังไง
ผมเดินเข้าไปในสถานีขนส่ง ในขณะที่มือกดโทรศัพท์
หาพี่บดินทร์
“หวัดดีครับ พี่บดินทร์อยู่ไหนครับ”
“อ๋อ…หน้าดังกิ้นโดนัทใช่ไหมครับ”
“เด๋วเจอกันครับ”
ผมรีบสาวเท้าเดินไปจุดนัดพบที่พี่บดินทร์อยู่
มองซ้ายมองขวาหาอยู่สักพัก ได้ยินเสียงพี่
เค้าเรียก เลยหันไปตามเสียง
ตอนที่ผมไปถึงมีผู้ร่วมทริปมารออยู่แล้วหนี่งคน
ซึ่งผมมารู้จักตอนหลังโดยการแนะนำของพี่บดินทร์
ว่าพี่เค้าชื่อ ‘พี่ตอย’
ระหว่างนั่งรอผู้ร่วมทริปคนอื่นๆ ทั้งทีผมยังไม่รู้ว่าจริงๆ
แล้วมีทั้งหมดกี่คน ด้วยความสงสัย ผมเลยหันไปถาม
พี่บดินทร์ว่าสรุปแล้วไปทั้งหมดกี่คน เมื่อสิ้นคำตอบ
ผมก็ต้องพบกับความรู้สึกตกใจที่พุ่งตรงเข้าใส่โดยไม่
ทันให้ผมได้เตรียมตัวก่อน ผู้ร่วมทริปนี้รวมผมด้วยแล้ว
มีทั้งหมด 19 คน!!!!!!!
ใช่ มันเป็นจำนวนที่เยอะมากพอสมควรสำหรับการเดินทาง
ผมกำลังคิดถึง คำพูดที่ว่า ‘คนยิ่งเยอะยิ่งวุ่นวาย’ จนได้กลิ่น
ความสับสนวุ่นวาย ถ้าทั้ง 19 คน 19 ความคิด โอ้..ไม่อยาก
จะนึก
ระหว่างที่นั่งรอ เวลา+ผู้ร่วมทริป ผมนั่งอ่านกำหนดการของ
ทริปนี้วนไปวนมา เราจะเริ่มจากการนั่งรถจากกรุงเทพฯไป
มุกดาหารก่อนเราก็จะถึงที่มุกดาหารพรุ่งนี้เช้า แล้วเราก็จะ
นั่งรถจากมุกดาหารไปลาว จากนั้นก็นั่งรถจากลาวไปเมืองเว้
ของเวียดนาม สรุปแล้วเราก็จะถึงเวียดนามประมาณตอนเย็นๆ
ตอนนี้ผู้ร่วมทริปมากันครบแล้ว หนึ่งในนั้นมีอีกคนที่ผมรู้จัก
คือพี่เบลล์ ซึ่งเราก็ได้มีโอกาสเดินทางร่วมกันมาแล้วตอนที่
ไปปลูกป่าที่เชียงดาว ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเพื่อนของพี่บดินทร์
แล้วพี่เบลล์ สรุปคือผมมาคนเดียวเลย แถมยังอายุน้อยที่สุด
ทริปนี้มีผู้ชายทั้งหมด 3 คนถ้วน เป็นอัตราส่วนที่
แต่งต่างกันมากทีเดียว ตอนนี้เวลา 3 ทุ่มกว่าแล้ว รถที่เราจะ
ขึ้นไปมุกดาหารออกเวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง
ระหว่างเดินไปขึ้นรถ
บทสนทนาได้ถูกปล่อยออกจากปากของผมไปนิดหน่อย
ยังไม่ทันคุยรู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ ผมกำลังคิดอยู่ว่าถ้าผมไม่
ทำความรู้จัก+คุ้นเคยกับคนในทริปแล้ว มันคงจะเป็นทริป
ที่ไม่น่าสนุกเท่าไหร่ คงรู้สึกเหมือนกร่อยๆ หงอยๆ ผม
คงต้องหาทางทำลายกำแพงกั้นความสัมพันธ์เหล่านั้นให้
ทลายลงให้ได้