Posted by: ketchup on: May 31, 2008
ผมกลับมานานแล้วครับ
แต่ที่ยังไม่ได้เขียนต่อเป็นเพราะผมกำลัง
ปรับตัวให้เข้ากับชีวิต+สถาพแวดล้อมใหม่
ต้องใช้เวลาสักเล็กน้อย
เดี๋ยวเรื่องเรียน+เรียนลงตัวก่อนก็จะกลับมา
เริ่มเขียนใหม่น่ะครับ
ยังไงก็อย่าเพิ่งหนีหายไปไหนหล่ะ
เด๋วคนบ้านนี้จะเหงาเอาได้
ว่างๆก็มาทักทายกันน่ะครับ ^^
Posted by: ketchup on: May 13, 2008
>ไปสอบความถนัดถาปัตย์
>ที่ขอนแก่น
>อีกสามวันกลับ
>แล้วจะมาเขียนต่อ
Posted by: ketchup on: May 11, 2008
หลายคนอาจจะคิดว่าผม ‘บ้านนอก’
เพราะผมมองห้องน้ำบนรถไปว่าเป็นเรื่องแปลก
ตอนผมเข้าไปในห้องน้ำบนรถไฟครั้งแรก
ผมคิดว่าห้องน้ำนี้คงติดอยู่ในหมวดเรื่องแปลก
ในสมองของผมเป็นอันดับต้นเลยก็ว่าได้
ตอนที่อยู่ในห้องน้ำบนรถไฟสมองผมได้ปรากฎ
เครื่องหมายคำถาม(?)มากมายไปหมด
ทำไมประตูห้องน้ำบนรถไฟถึงต้องหนักด้วย?
ทำไมโถฉี่ต้องทำด้วยโลหะ?
ทำไมอ่างล้างหน้าก็ต้องทำด้วยโลหะ?
ทำไมหน้าต่างต้องบานใหญ่ขนาดนี้?
…..
ระหว่างที่ทำภารกิจลับผมก็กำลังคิดหาคำตอบ
แต่คถามก็หลั่งไหลมาเรื่อยๆ จนผมไม่สามรถ
หาคำตอบได้ทันกับคำถาม
ทำไมห้องน้ำถึงดูแข็งกระด้างอย่างงี้?
แล้วอย่างงี้จะถ่ายหนักให้สบายได้ไงว่ะ?
ใครเป็นคนคิดห้องน้ำบนรถไฟว่ะ?
ผมทำภารกิจสำเร็จแล้ว แต่
คำถามพุดขึ้นมาเรื่อยๆ
คำถาม
คำถาม
คำถาม
ที่กดน้ำมันอยู่ตรงไหนว่ะ?
Posted by: ketchup on: May 9, 2008
ผมกำลังนักนึกถึงคำถามกวนๆ ที่ใช้เล่นถามกันตอนเด็กๆ
‘รถไฟมีทั้งหมดกี่ขา?’ คนที่โดนถามครั้งแรกก็ต่างทำหน้างง
ประมาณว่า ‘รถไฟมีขาด้วยหรอว่ะ?’ ในที่สุดก็จะยอมแพ้ให้
ผู้ที่ถามบอกคำตอบ รถไฟมีสองขา ‘ขาไป’ และ ‘ขากลับ’
ตอนนี้ผมอยู่บนรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ออกจากกรุงเทพฯมุ่งหน้า
สู่เชียงใหม่ ที่ที่เป็นจุดหมายของพวกเราในทริปนี้ ผมนั่งภาพวิว
ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จริงๆแล้วผมยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าภาพวิว
ที่อยู่ข้างทางกำลังวิ่งหาผม หรือผมต่างหากที่กำลังวิ่งหาภาพเหล่า
นั้น ผมกำลังคิดทบทวนถึงคำถามที่ผุดขึ้นมาในสมองตอนนั้น และ
แล้วผมก็ถูกรถเข็นที่เป็นตู้เหล็กที่มีพนักงานสาวกำลังเข็นมาตาม
ทางเดินดึงให้ผมเอาความคิดออกจากคำถามนั้น
ผมได้รับแจกกล่องพาสติกจากพนักงานสาวคนนั้น ในกล่องพาสติก
มีข้าวและกับข้าวสองอย่าง ด้วยความที่ว่าผมยังไม่ได้กินข้าวเย็น
แล้วรู้สึกหิวนิดๆ ผมเลยจัดการกับข้าวที่อยู่ในกล่องได้ภายในไม่กี่
อึดใจ ระหว่างที่ผมกำลังนั่งเอามือลูบพุงที่ขยายใหญ่ขึ้น เมื่อมี
ของกินใส่เข้าไป ผมก็สังเกตเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมนั้น
คือพี่เอ๋(ที่เป็นนักเขียนท่านหนึ่งที่ร่วมทริปนี้) แล้วอีกคนที่นั่ง
เยื้องไปทางซ้ายของผมก็คือพี่ก้อง(ที่เป็นนักเขียนอีกท่านหนึ่ง
ที่ร่วมทริปนี้)
บทสนทนาเริ่มขึ้นด้วยคำถามประมาณว่า
“ฮิมเป็นไงมั่ง เรื่องเรียนอ่า?”
ผมก็ยังงงอยู่ว่าหมายถึงอะไร
“ก็ที่ e-mail มาถามไง?”
ผมเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น แล้วตอบกลับไปว่า
“พี่เอ๋ได้อ่าน e-mail อันนั้นด้วยหรอ?”
“อ่านดิ เราตอบกลับไปยาวด้วย”
“จริงดิพี่ ผมไม่ได้อ่านอ่า สงสัยหายไปแล้วมั้ง?”
“พี่เอ๋ช่วยส่งกลับมาให้อีกทีได้ป่ะอยากอ่าน”
“เออได้ เดี๋ยวจะลองกลับไปค้นดูให้”
“ขอบคุณครับ”
การพูดคุยของเราเริ่มที่ตรงนี้ และยังคงดำเนินต่อไปโดยมี
เพื่อนรุ่นเดียวกับผมที่เราเพิ่งรู้จักกัน เขาชื่อ ‘ป้อง’ ร่วมวงด้วย
ป้องอยากเรียนถาปัตย์เหมือนผมเลย คะแนนดีกว่าผมอีกมั้ง
ป้องจะเข้าศิลปากร ในใจผมคิดว่าป้องน่าจะentติดอยู่แล้ว
เพราะคะแนนของป้องเองก็สูงอยู่แล้ว ซึ่งต่างจากผมที่
คะแนนน้อยจนหลายคนดูไว้แล้วว่าไม่น่าจะentติดได้
พี่เอ๋เรียนจบถาปัตย์มา ส่วนป้องและผมเองก็อยากเรียน
ถาปัตย์เหมือนกัน ถาปัตย์สามคนมาเจอกันก็เหมือนกับ
สามหนุ่มสามมุมเลยทีเดียว
พวกเรายังคงคุยกันถึงเรื่องการเรียน แนวคิดต่างๆในปัจจุบัน
พี่เอ๋ก็พูดแนะนำเกี่ยวกับเรื่องสถาบัน พี่เอ๋บอกว่าเรียนที่ไหน
ก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้เค้าดูที่ผลงานกันมากกว่า แล้วพี่เอ๋ก็พูดถึง
แนวคิดของอาจารย์ที่จุฬาฯว่าจะออกเป็นแบบ ‘modern’ มากๆ
อาจารย์ที่มีความคิดแบบนี้ก็จะปลูกฝังให้เด็กที่เรียนด้วยมีความ
คิด ‘modern’ เหมือนกัน การปลูกฝังด้านความคิดของแต่ละ
มหาลัยก็จะไม่เหมือนกันแล้วแต่อาจารย์ของแต่ละมหาลัยว่าจะ
มีแนวคิดแบบไหน เราคุยกันต่อมีถึงเรื่องของหนังสืออีกสักพัก
พี่เอ๋ก็บอกว่าเมื่อยคอแล้ว เพราะพี่เอ๋ต้องหันกลับมาคุยกับพวกเรา
(ผม+ป้อง) [...]
Posted by: ketchup on: May 8, 2008
ผมเดินอยู่ทามกลางผู้คนที่รีบร้อนและอยู่ในความวุ่นวาย
แต่ก็เป็นธรรมดาของ ‘หัวลำโพง’ ที่จะต้องมีคนเยอะ วันนี้
ดูเหมือนว่าจะมากกว่าวันอื่นนิดหน่อย เพราะคนที่อยู่ในเมือง
ก็จะเดินทางไปต่างจังหวัด เมื่อมีช่วงวันหยุดหลายวันอย่าง
ช่วงนี้
ด้วยความที่เพิ่งได้มาสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ที่สถานที่นี่
ครั้งแรก ความตื่นเต้น+กลัวเลยเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย
แล้วอันที่จริงผมก็แทบไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการเดินทาง
ในครั้งนี้ รู้แต่เพียงว่าเราจะไปเชียงใหม่ ไปปลูกกล้วยป่า
ตั๋วรถไฟก็ยังไม่อยู่ในมือ แล้วในทริปนี่รู้จักคนที่เดินทาง
ไปด้วยเพียงคนเดียวที่จำหน้าตากันได้ เคยพบกันบ้าง แต่
ผมก็ไม่มีเบอร์มือถือของพี่คนนั้น เลยไม่รู้จะโทรนัดกันยัง
ไง และจะโทรถามเรื่องจุดนัดผมอย่างไร ความกังวลเริ่ม
เขามาแทรกแทนที่ความตื่นเต้น กลายเป็นความกลัว+ความ
กังวล
เสียงมือถือผมดังขึ้น ผมล้วงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกง
แสงกระพิบทางหน้าจอ ช่วยใหผมมองเห็นชื่อที่ผมเม็มไว้
‘papa’ ผมกดรับ
**”ฮัลโหล ว่าไงป๊า”
“เป็นไง ถึงหัวลำโพงยัง?”
(น้ำเสียงเจือความเป็นห่วง)
**”ถึงแล้วๆ ไม่ต้องห่วง”
“แล้วนัดคุณนิ้วกลมไว้ที่ไหนอ่า?”
(ผมบอกป๊าว่าจะเดินทางไปกับนักเขียนนาม ‘นิ้วกลม’)
**”เค้าบอกไว้ในเวปให้เจอกันที่ขายตั๋วล่วงหน้าอ่า”
“อื้ม ยังไงถ้าขึ้นรถไฟแล้ว โทรมาบอกด้วยแล้วกัน”
ป๊าก็วางไป
ผมมองไปรอบแล้วก็เจอจุดนัดที่ในเวปบอกไว้
ยืนรอไปสักพัก ก็มีผู้หญิงสองคนสะพายเป้ใบใหญ่
เดินมาบริเวณจุดนัดพบ เราทั้งสามคนสบตากันไปมา
แต่ด้วยความไม่กล้าทั้งคู่ และอีกอย่างเค้าเป็นผู้หญิง
ผมเลยไม่กล้าถาม เราเลยไม่ได้พูดอะไรกันเลย
แล้วผู้หญิงสองคนนั้นก็เดินไปไหนไม่รู้ แต่มีผู้ชายที่เดิน
ผ่านมาอีกคน เราสบตากันเช่นเคย แต่ด้วยความที่เค้าเป็น
ผู้ชาย ผมเลยถามไปว่า “ไปทริปเชียงใหม่ป่าวครับ?”
ผู้ชายคนนั้นหันตอบกลับ+ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
ว่า “ใช่ครับ” เท่านั้นแหละครับ มันทำให้ผมโล่งใจขึ้นเยอะ
เราเริ่มทำความรู้จักกัน ได้ความมาว่า พี่คนนี้เค้าชื่อ ‘โดม’
(ผมเพิ่งมารู้ตอนหลังว่า คือคนเดียวกันกับ ด.โดม ในblog
ของนิ้วกลม)
ระหว่างที่ผมกำลังยืนรออยู่กับพี่โดม ผู้ร่วมเดินทางหลายคน
ก็เริ่มปรากฎตัวออกมาหลังจากซ่อนตัวดูท่าทีอยู่ในฝูงชน
เราชวนกันมานั่งรอ เป็นกลุ่มระหว่างที่รอเราก็จะนั่งคุยกัน
ถามถึงชื่อ และเหตุผลที่มา และแล้วบทสนทนาต่างๆก็ไหล
ท่วมพื้นของหัวลำโพง บูมมมมม!!! กลายเป็นมิตรภาพใน
การเดินทางครั้งนี้
รถไฟออกมาประมาณหนึ่งทุ่มยี่สิบ คนจัดทริปที่เป็นนักเขียน
และผู้ร่วมทริปเริ่มทะยอยกันมาเกือบจะครบแล้ว เราเริ่มมีการ
แจกตั๋วรถไฟกัน แต่เราก็ได้พบกับข่าวร้ายอีกอย่างที่เกิดขึ้น
พี่ๆนักเขียนบอกว่า นักเขียนทั้งหมดสามคนที่จะไปร่วมทริป
จะมีหนึ่งคนติดธุระไปไม่ได้ [...]
Posted by: ketchup on: May 7, 2008
วันนี้เป็นวันที่ผมจะได้เปลี่ยนสถานะจากผู้อ่านหนังสือเดินทาง
มาเป็นผู้เดินทางบ้าง ทริปนี้จัดโดยนักเขียนสามท่านมีผู้ร่วม
เดินทางประมาณห้าสิบคน จุดนัดไปขึ้นรถของพวกเราคือ
สถานีรถไป ‘หัวลำโพง’
ผมเริ่มเดินทางออกจากบ้านย่านพัฒนาการประมาณโมงครึ่ง
แต่เวลาที่เรานัดกันคือหกโมงเย็นบริเวณที่ซื้อตั๋วรถไฟล่วงหน้า
ผมเลือกที่จะออกมาเร็วหน่อยเพราะกลัวว่าเลิกงานแล้วรถจะติด
เดินออกมาหน้าหมู่บ้านเห็นแท็กซี่คันสีฟ้าเพิ่งจะจอดให้ผู้โดยสาร
ลงพอดี ผมเลยทำท่าว่าจะขึ้นต่อเลย พอผู้โดยสารอีกคนลง ผมก็
ชะโงกหน้าไปบอกกับพี่คนขับว่า “ไปหัวลำโพงครับพี่” พี่คนขับ
ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่พยักหน้าประมาณว่า “เออ…ไป” ผมเลย
จัดการโยนเป้ที่หลังขึ้นรถ
พอนั่งไปสักพัก พี่คนขับก็หันมาถามว่า “ไอ้หนุ่มจะไปเที่ยวไหนหรอ?”
ผมเลยตอบสวนกลับไปว่า “ไปเชียงใหม่พี่…ไปปลูกป่า” พี่คนขับดู
ท่าทางสนใจ ผมเลยเล่าแผนการเท่าที่ผมรู้ให้พี่คนขับฟังคร่าวๆ แล้ว
พี่คนขับก็บอกว่า “ดีเนอะ…น้อยคนน่ะที่จะอยากไปเที่ยวแบบนี้” ผม
ก็รู้สึกภูมิใจอยู่ข้างใน แต่ก็ไม่ได้บอกพี่เค้าไปว่านี่ผมก็เพิ่งจะไปครั้งแรก
ผมคุยกับพี่คนขับหลายเรื่องพี่เค้าเล่าว่า “พี่มีเมียเป็นคนเชียงใหม่ พี่
ก็เคบไปเชียงใหม่บ่อยๆ” เลยถามไปว่า “แล้วพี่เป็นคนที่ไหน?” พี่คนขับ
ร้องขึ้นมาว่า “โอ้ว…พี่เป็นคนอีสานแท้ๆ” ผมก็พยักหน้าพร้อมกับยิ้ม
พี่เค้าเล่าเรื่องเชียงใหม่ให้ฟังหลายอย่างเราคุยกันถึง ชาวเขา ชาวกระเหรี่ยง
ผมถามพี่เค้าว่า “พี่เคยเห็นกระเหี่ยงคอยาวไหม?” พี่คนขับบอกไปพร้อมกับ
หัวเราะ “พี่เองก็ยังไม่เคยเหมือนกันหว่ะ เคยเห็นแต่ในรูป” แล้วเราก็คุย
ถึงสภาพอากาศ พี่คนขับบอกว่าช่วงนี้คงจะฝนตกเยอะหน่อยน่ะที่เชียงใหม่
ภายุกำลังเข้าพอดี อาจจะลำบากอยู่ (ผมไม่กลัวลำบากหรอกพี่)ในวงเล็บ
ผมเพียงแค่คิดในใจ ไม่ได้พูดออกไป
เราคุยกันมาตลอดกทาง เรื่องของเมืองเหนือที่พี่เค้าเล่าให้ฟังส่วนมากจะเป็น
เรื่องของความงามของสาวเชียงใหม่ กับ เรื่องชาวเขา เสียมากว่า ผมว่าพี่เค้า
ต้องแอบภูมิใจที่เค้าได้เมียเป็นคยเชียงใหม่ เพราะพี่เค้าชมสาวเชียงใหม่ไม่
ได้หยุดเลยว่า ‘สวย’
ตอนนี้ใกล้ถึง ‘หัวลำโพง’ แล้ว ผมเลยชะโงกดูหน้าปัดของมิตเตอร์ ว่าราคา
เท่าไหร่? ผมเห็นราคาขึ้นไปที่ร้อยหกสิบกว่าบาท+ค่าทางด่วนสี่สิบก็เป็นสอง
ร้อบบาท ผมเลยหยิบกระเป๋าตังออกมา [...]
Posted by: ketchup on: May 1, 2008
ตอนนี้ ฟ้าก็เกือบจะสว่างแล้ว แต่ผมยังไม่นอน
ผมรู้สึกนอนไม่ค่อยหลับ ก็เลยหยิบหนังสือที่วางอยู่
บนหัวเตียงขึ้นมาอ่าน เผื่ออ่านแล้วจะทำให้ผมรู้สึกง่วง
ขึ้นมาบ้าง ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือแล้วจะง่วงง่ายมาก
หนังสือที่ผมเลือกหยิบมาจากหัวเตียง คือหนังสือเกี่ยวกับ
ความรักของคนสองคน ที่น่ารักมากๆ หนังสือชื่อ “the
soundtrack of my love” ของพี่นิ้วกลม(พี่เอ๋)นั่นเอง
ผมรู้สึกชอบหนังสือเล่มนี้มากๆ บางเหตุการณ์ของหนังสือ
เล่มนี้ก็คล้ายกับเหตุการณ์ที่ผ่านมาของผมหน่อยๆ ผมอ่าน
หนังสือเล่มนี้หลายรอบแล้ว ซ้ำไปซ้ำมาจนเกือบจะจำประโยค
ที่พูดในหนังสือได้เกือบหมด แค่นั้นยังไม่พอผมยังหยิบยื่น
หนังสือเล่มนี้ให้กับคนพิเศษของผมอ่านอีก และเธอก็ตก
หลุมรักหนังสือเล่มนี้เช่นกัน
พออ่านหนังสือไปได้สักพัก นึกว่าจะเริ่มง่วงที่ไหนได้
มันกลับกลายเป็นตัวจุดชนวนระเบิดให้สมองและจิตใจ
ของผมสั่นไหวไปตามตัวหนังสือที่สายตาของผมจับจ้อง
กรอกไปมาในแต่ละบรรทัด ถ้าผมอ่านหนังสือเล่มนี้ไป
แล้วส่องกระจกไปด้วย ผมก็คงจะเห็นใบหน้าของตัวเอง
ที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มปนเปไปกับน้ำตาเป็นช่วงๆ
ตอนนี้ผมก็ไม่ได้ตัวคนเดียว ผมก็มี ‘แฟน’ อยู่กับเค้าหนึ่ง
คนถ้วน ความรักของเราก็ไม่ได้ราบรื่นลงตัวสวยงามเหมือน
ในนิยาย หรือละครช่องเจ็ด ก็มีงอล,ทะเลาะ,เสีบใจ,ไม่เข้า
ใจกันบ้าง แต่ผมก็ถือว่ามันเป็นอุปสรรคของความรักที่ต้อง
ผ่านมันไป แต่ผมก็ยังรู้สึกกับเธอเหมือนเดิม เหมือนอย่างที่
เคยรู้สึกกับเธอตั้งแต่ครั้งที่ผมจีบเธอแรกๆ บางครั้งเราก็มัก
จะไม่มีเรื่องคุยเวลาคุยโทรศัพท์กัน เรามักจะปล่อยให้แบค
ทีเรียที่อยู่ในปากของพวกเราให้นอนอยู่อย่างสงบ โดยไม่คิด
ที่จะพ่นมันออกมาบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อ อย่างน้อยคนที่
ถือโทรศัพท์อยู่อีกฝากหนึ่งก็เป็นที่พร้อมจะอยู่ด้วยกันกับเรา
ทุกครั้งที่เราต้องการ
ผมขอเลียนแบบคำพูดที่ยกมาจากหนังสือเล่มที่ผมกำลังถืออยู่
นี้สักหน่อย “ผมว่าผมก็เป็นผู้ชายที่โชคดีคนหนึ่งเหมือนกัน อย่าง
น้อยผมก็ยังมีคนที่ผมรัก และผมคิดว่าเทอก็รักผมอยู่ข้างๆกันใน
โลกใบนี้เพิ่มมาอีกคน” ขอบคุณ+ขอโทษ กับสิ่งที่เคยทำให้เสียใจ
ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่บอกเล่าเรื่องราวดีๆให้กับผม ผมคิดว่าถ้า
ตอนนั้นผมไม่ได้เข้าไปจีบเธอ เราสองคนไม่ได้ทำลายกำแพง
ที่กีดขวางความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ไว้ ผมคงจะต้องเสียใจมากมาย
เลยทีเดียว