ketchupp:)

Archive for April 2008

โต๊ะอาหาร อบ-อุ่น

Posted by: ketchup on: April 30, 2008

วันนี้ ความสุขสนุกสนาน และความอบอุ่นเล็กๆเกิดขึ้นที่นี่
ผมจำไม่ได้ว่าเคยกินข้าวกับคนที่รู้จักพร้อมกันมากสุดกี่คน
แต่วันนี้ผมกินข้าวกับคนประมาณยี่สิบกว่าคน ในร้านอาหาร
ตามสั่งขนาดหนึ่งห้องของตึกแถว พอจะนึกภาพนั้นออกไหม
พวกเราจัดโต๊ะเป็นมาต่อกันแบบยาวๆตั้งแต่บริเวณหน้าร้าน
ไปจนถึงหลังร้านเหลือพื้นที่เล็กสองฝั่งให้เด็กเสิร์ฟกับเจ้าของ
ร้านได้เดินบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ยังต้องนั่งเบียดเสียด
ถูไถ เกิดการเสียดสีกันระหว่างแขนของเรากับแขนคนที่อยู่ข้างๆ
เมื่อพวกเรากว่ายี่สิบชีวิตหาที่นั่งกันได้ลงตัวเรียบร้อยแล้ว ก็มา
ถึงขั้นตอนที่ผมคิดไว้ว่ามันจะต้องเป็นปันหาวุ่นวายแน่ๆ นั่นคือการ
สั่งอาหารนั่นเอง ลองคิดดูสิว่าคนยี่สิบกว่าคนสั่งอาหารไม่เหมือน
กัน กินกันคนละแบบ บางคนจะเอาไข่ดาว บางคนไม่ใส่อันนั้น บาง
คนไม่ใส่อันนี้ แต่แล้วผมก็ต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่เพราะทุกคน
ต่างเงียบเหมือนจะคิดกันไม่ออกว่าจะสั่งอะไรกัน ไม่รู้จะกินอะไรดี
พอผ่านไปสัก ก็มีรุ่นพี่คนนึงตะโกนบอกกับคนที่มารับออเดอร์ว่า
“ผมเอาคั่วไก่จานนึงครับ” เสียงของรุ่นพี่คนนั้นเหมือนเป็นปลุกระดม
ให้กับคนที่ยังไม่ได้สั่งแล้วไม่รู้จะกินอะไร เกิดความเป็นผู้ตามขึ้น
ทุกคนเลยแห่แหนกันสั่งตามรุ่นพี่คนนั้น ผมก็เป็นอีกคนที่เป็นผู้ตาม
ภาพเหตุการนั้นมันทำให้ผมนึกถึงโฆษณาเก่าชิ้นหนึ่ง ที่เป็นพนักงาน
บริษัทกำลังจะลงไปกินข้าวตอนพักเที่ยง แล้วตะโกนถามว่า “มีใครจะ
ฝากซื้ออะไรไหม?” พอสิ้นเสียงของคำถาม แต่กลับไม่มีคำตอบปล่อย
ออกมาจากปากของใคร เวลาผ่านไปสักพักมีผู้ชายคนนึงตะโกนกลับไป
ว่า “ผมเอาข้าวผัดกล่องนึง” ทันใดนั้นคนทั้งออฟฟิตก็ต่างพากันสั่งข้าว
ตามผู้ชายคนนั้น
ผมนึกขำคำพูดของคนรับออเดอร์ที่ร้านนั้น เธอพูดซ้ำไปมาเกี่ยวกับ
จำนวนของคั่วไก่ที่พวกเราทั้งหลายสั่งไปว่า “คั่วไก่จานนึง คั่วไก่เป็นสอง
คั่วไปเป็นห้า คั่วไก่เป็นหก….คั่วไก่เป็นสิบห้า” ไปเรื่อยจนทุกคนสั่งครบ
ลองนึกดูแล้วนั้นคงเป็นภาพการสั่งข้าวกินที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีสันของ
ความสนุกสนาน ตลก ขบขัน
เออ…ลืมบอกไปเหตุผลที่พวกเราได้มานั่งกินข้าวพร้อมกันถึงยี่สิบกว่าคน
เป็นเพราะได้ทำกิจกรรมร่วมกันในคณะสถาปัตย์คือการไปมีทติ้งกันที่คณะ
ไปนั่งคุยนั่งเล่นกับพี่ๆ เล่นเกมกันสอดแทรกเกร็ดความรู้บ้างเล็กน้อย ได้ยิน
รุ่นพี่บอกว่า “การที่พวกเรามามีทติ้งกัน ก็เพื่อที่จะสร้างความสนิทสนมกัน
ภายในคณะไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่”
กลับมาที่ร้านเดิม บริเวณืที่ผมนั่งจะอยู่แถวหัวโต๊ะ ผมก็เลยมีโอกาสที่จะมอง
เห็นภาพใบหน้าของทุกคนที่เปื่อนไปด้วยรอยยิ้มจากการยิงมุกของพวกรุ่นพี่
เราคงสนุกมากจนทุกคนต่างลืมนึกถึง อากาศร้อนๆและท้องที่กำลังร้องหิวอยู่
นั่นคงเป็นภาพแสดงถึงความสัมพันธ์ที่เป็นแผ่นบางๆคล้ายผ้าอนามัยบางยี่ห้อ
ของพวกเราให้ดูหนาขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว
หากจุดประสงค์ของการมาทำกิจกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะนี้ คือการที่จะสร้าง
ความสัมพันธ์ของรุ่นพี่และรุ่นน้องให้สนิทกันมากขึ้น ผมคิดว่ากิจกรรมนี้
คงจะประสบความสำเร็จแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารและภายในร้านดู
เหมือนจะอบ-อุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะอากาศร้อนที่มีอยู่เป็นทุนเดิม
แต่อย่างใด แต่คงเป็นเพราะความร้อนของกำแพงเหล็กที่กั้นความสัมพันธ์
ระหว่างรุ่นพี่+รุ่นน้องกำลังละลายหายไปเหลือเพียงคำที่ดูจะทำให้ความ
สัมพันธ์ดูของพวกเราหนาขึ้นคือคำว่า ‘พี่น้อง’
หากใครยังไม่เคยลองกินข้าวร่วมกันเป็นหมู่คณะ ผมใคร่ขอให้พวกคุณลอง
บางที่โต๊ะที่นั่งอยู่อาจจะดูอบ-อุ่นขึ้น ความสัมพันธ์ของคุณกับใครหลาย
คนที่ร่วมโต๊ะด้วย อาจจะหลอมรวมจากเส้นบางกลายเป็นก้อนกลมเลย
ก็เป็นได้
ณ ร้านชื่ออะไรไม่รู้ รู้แต่เพียงว่าคั่วไก่อร่อยมาก

เพื่อนผมมันเคยถามว่า “มึงอยากอยู่คนเดียวในโลกไหม?”
แต่ก่อนผมคิดว่าถ้าได้อยู่คนเดียวในโลกก็ดีสิ สบายแน่ๆเลยหว่ะ
ไม่ต้องมีกฏระเบียบอะไร ไม่ต้องไปโรงเรียน ไม่ต้องทำตามคำสั่งใคร
ไม่มีเรื่องวุ่นวายใจมากมาย สบายสุดๆไปเลย นั่นคือความคิดของผม
เมื่อตอนยังเด็กอยู่ ยังไม่รู้จักโลกมากนัก ยังไร้เดียงสาอยู่ ฮาฮาฮา
หลังจากนั้นไม่นานผมก็ต้องจากบ้านที่เคยอยู่ เพื่อเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
ซึ่งตอนนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันดูจะเป็นเรื่องที่น่าหงาดกลัวสำหรับผม
ตอนเข้ามาแรกผมยังขึ้นรถเมย์ไม่เป็นเลย ไม่กล้าจะขึ้นรถเมย์ด้วย
แท็กซี่ยังไม่กล้าโบกเลย ไม่รู้ว่าเป็นไรกลัวอะไรผมก็ยังสงสัยอยู่
ผมต้องเดินกลับบ้านของญาติผมที่อยู่ก่างจากโงเรียน 5 ป้ายรถเมย์
ทุกวัน ผมรู้สึกหดหู่ ท้อแท้ อยากกลับบ้านมากๆ
ผมใช่ชีวิตอย่างหวาดกลัว รถเมย์และรถแท็กซี่อยู่พักใหญ่ๆ
พอผมเริ่มเข้ากับเพื่อนในห้องได้ เริ่มมีเพื่อนเป็นกลุ่ม มีเพื่อน
กลับบ้านด้วย มันก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก ผมเลยได้ข้อคิดว่า
ถ้าผมอยู่คนเดียวแล้วไม่มีเพื่อนๆเนี่ย ผมคงจะต้องเดินเท้า
กลับบ้านทุกวันเป็นแน่ “ขอบคุนเพื่อนมากหว่ะที่สอนกูขึ้นรถเมย์”
เมื่อก่อนวันเสาร์อาทิตย์ของผมมันถูกใช้ไปหมดกับการนอน
ผมแทบไม่ได้ออกไปไหนเลย เพราะไม่รู้จักที่ไหนเลย
ไม่รู้ด้วยว่าจะไปยังไง กลัวหลงอีก กลัวกลับไม่ถูกอีก
มากมายหลายพันเหตุผล ดังนั้นผมเลยไม่ออกไปไหนนอนอยู่บ้าน
สบายใจกว่าเยอะ จนเพื่อนที่แสนดีของผมมันได้เข้ามาฉุดดึง
ให้ชีวิตเห้นแสงสว่างมากขึ้น มันทำให้รู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีเพียง
ห้องสีเหลี่ยม+เตียงนอน+โต๊ะเขียนหนังสือ+ตู้เสื้อผ้าเท่านั้น
มันโทรมาลากผมทุกเสาร์อาทิตย์ให้ออกจากบ้านไปผจญภัย
ในโลกกว้างร่วมกับมัน “ขอบคุนเพื่อนมากหว่ะที่สอนให้รู้จักโลก”
ตอนนี้ผมเข้าใจอะไรๆมากขึ้น ผมรับรู้ถึงความรู้สึกของการที่
ต้องอยู่คนเดียว กับ ความรู้สึกที่มีเพื่อนๆที่อยู่บนโลกเดียวกันนี้
ผมคงเข้าใจความรู้สึกของ ทอม แฮงค์ ในหนังเรื่อง Cast Away
มากขึ้น ว่าทำไม ทอม ถึงพยายามกลับไปหาคนที่เค้ารัก กลับไปหา
เพื่อนที่ทำงานร่วมกันมา…
ถ้าตอนนี้มีใครมาถามผมว่า “เมิงอยากอยู่คนเดียวบนโลกนี้ไหม”
ผมคงตอบได้ทันทีเลยว่า “ไมอยากหว่ะ ต่อให้อยู่แล้วสบายแค่ไหน
รวยแค่ไหนก็ไม่เอาหว่ะ”
ขอบคุณทุกคนที่อยู่บนโลกนี้ เราคงใช่คำที่เรียกแทนพวกเราว่า
‘เพื่อนร่วมโลก’
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยธรรมชาติของมนุษย์จะต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกัน
กับบุคคลอื่นๆ ติดต่อสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ไม่สามารถดำเนิชีวิตอย่าง
อิสระผู้เดียวได้ สังคมจึงเกิดขึ้น
[...]

อากาศร้อน

Posted by: ketchup on: April 20, 2008

วันนี้ผมเดินออกไปข้างนอก หมายถึง บริเวณที่ไม่มีสิ่งปกคลุม
บริเวณศีรษะ หรือสิ่งที่สามารถกัน รังสีUVที่ส่งตรงมาจาก
ลูกกลมมีไฟรอบๆที่เราเรียกกันว่า ดวงอาทิตย์ กะว่าจะไปเดิน
กินลม ชมบ้านเมืองซะหน่อย แต่ออกไปได้ยังไม่ถึง 5 นาที
ก็ต้องวิ่งแจ่นกลับเข้าฐานที่มั่นอย่างรวดเร็ว แสงUVที่มากระทบ
ผิวหนังอันบอบบางของมนุษย์ กำลังแผดเผาให้ผิวหนังที่เกรียมแล้ว
(ของผม)ให้ดูเกรียมมากขึ้นไปอีก ซะงั้นดำขึ้นอีกเป็นกองเลย
แค่ออกไปเดินเล่นนอกบ้าน – -”
ประเทศไทยของเรากำลังประสบปัญหาใหญ่
ปัญหาที่ว่าก็คือ ‘อากาศร้อนมาก’ จากที่เคยร้อนเป็นทุนเดิม
ผมกำลังสงสัยว่าถ้าตอนนี้เรายังไม่สมารถผลิตเครื่อง
ทำความเย็นที่เรียกว่า ‘แอร์’ ขึ้นมาเราคงจะต้องนอนแช่น้ำ
กันอย่างแน่นอน เพื่อระบายคายความร้อนออกจากร่างกาย
อากาศร้อนทำให้คนไม่พยายามที่จะกะตือลือล้นกันมากนัก
ผู้คนที่อยู่ในประเทศที่สภาพภูมิอากาศที่อยู่ในโซนที่ร้อน
จะมีความกะตือลือล้นน้อยกว่าผู้คนที่อยู่ในประเทศที่มีสภาพ
อากาศหนาวเหน็บ เลยทำให้ประเทศในเขตหนาวสามารถ
พัฒนาได้ดีกว่าประเทศที่อยู่ในเขตร้อน
อย่างเช่นหลายคนในตอนนี้ แค่จะออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน
ทุกคนก็ต่างทำหน้าบูดเบี้ยว อิดออดไม่อยากจะออกจากบ้าน
เพียงเพราะเหตุผลเดียวกันคือ ‘ข้างนอกร้อน’ นอนเปิดแอร์อยู่
บ้านดีกว่า จะว่าไปผมก็อาจจะเป็นอีกคนหนึ่งเช่นกันที่ไม่ชอบ
อากาศร้อนๆแบบนี้ อารมณ์ของผมในตอนนี้เลยรู้สึกเบื่อๆ
รู้สึกไม่ค่อยอยากจะทำอะไรเท่าไหร่ หลายคนคงรู้สึกเหมือนกัน
แต่จะทำไงได้ เราไม่ควรไปโทษอากาศที่ดันมาร้อนขึ้นมากๆ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การที่โลกเราร้อนขึ้นก็คงเป็นผลมาจาก
การที่เราได้ทำลายธรรมชาติมากเกินไป โดยที่ไม่คิดจะช่วยดูแล
รักษาและถนุถนอมธรรมชาติให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ดังนั้นนี้แหละ
คงเป็นการลงโทษของธรรมชาติที่มนุษย์อย่างเราๆไม่เห็นความ
สำคัญของพวกมัน

เร่ขายฝัน

Posted by: ketchup on: April 9, 2008

เพลง ‘เร่ขายฝัน’ วงเฉลียง กำลังดังกึกก่องอยู่ในห้องสื่เหลี่ยมเล็กๆ
บนชั้น 4 ของอาคารพาริชย์แห่งหนึ่ง ย่านพัฒนาการ….
‘ใคร?อยากมีฝันล้อมวงกันเข้า มีทั้งที่ว่าแบบหรูเลือกดูกัน
คนทำไมไม่ฝันไกล ใครไม่กล้าจะฝันกัน…..’
เพลงยังเล่นอย่างต่อเนื่อง แต่สมอง+ใจของผมกลับหยุดคิด
คิดถึงเนื้อเพลงที่พี่ๆวงเฉลียงกำลังร้องออกมาจากแผ่นซีดี
ที่ใส่อยู่ในเครื่องเล่นซีดีที่ฝุ่นจับของผม…..
เราทุกๆคนเกิดมาก็ต้องมีความฝัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะ ตัวเล็ก ตัวใหญ่
ตัวสูง ตัวเตี้ย ตัวขาว ตัวดำ ยังไงก็ต้องมีความฝันอย่างแน่นอน
อยู่ที่ว่าความฝันของแต่ละคนคงจะสั้น – ยาวไม่เท่ากัน แล้วแต่
ความพึงพอใจของใครของมัน
คนที่ชอบฝันมีเยอะแยะมากมายก่ายกองนับไม่ถ้วน
แต่คนที่จะกล้าไขว้ขว้าความฝันที่ตัวเองฝันไว้
อาจจะมีเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของคนที่ชอบฝัน
‘ฝันสวยๆนั้นไม่อาจเงินจะซื้อ ยืมเอาไปเอาไปฝันกันได้ก่อน
แม้นสมหวังเหมือนฝันอย่าใจร้อน เอามาคืน เอาฝันคืนมา
เพื่อจะได้เป็นฝันให้ยืมกันต่อ’
เชื่อไหมว่า ฝันของเราสามารถให้ยืมกันได้ เราอาจมีความฝัน
เหมือนกัน หรือความฝันของเราอาจจะเป็นตัวจุดประกาย
ให้คนอื่นเกิดความฝันได้ต่อกันไปเรื่อยๆ เหมือนผมตอนเด็กๆ
เห็นตำรวจก็อยากจะเป็นตำรวจบ้าง ถึงแม้ว่าความฝันนี้จะหาย
ไปแต่ก็มีความฝันในสิ่งใหม่ๆเข้ามาแทนที่ มันทำให้เราได้ฝัน
ตั้งแต่ยังเด็ก
เพลงเล่นมาจนถึงท่อนสุดท้าย แค่เพียงเวลาไม่กี่นาที
ที่เพลงนี้เล่นอยู่ ทำให้ผมนึกอะไรๆได้ตั้งหลายอย่าง
นึกถึงฝันที่ผ่านมา นึกถึงฝันที่เสียไป นึกถึงใจที่ไม่คิดตามฝัน
มีหลายความฝันที่ผมไม่ทำให้สำเร็จ ปล่อยให้มันปผ่านไป
ไม่แม้แต่จะคิดวิ่งตาม หรือต่อสู้เพื่อไปให้ถึงฝันนั้น
เคยได้ยินคนพูดว่า’ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง’
ผมเห็นด้วยกับคำพูดนี้น่ะ เมื่อเรากล้าที่จะฝันแล้ว ทำไมเรา
ถึงไม่กล้าที่จะไปให้ถึงฝันที่เราหวังไว้หล่ะ เกิดมาชีวิตนึง
ฝันไว้แต่ไปไม่ถึงมันก็ดูจะไม่คุ้มไปสักหน่อยน่ะ
‘รีบๆมาเอาฝันไป ไปไปทำเห็นจริง
ฝันไม่เสร็จอย่าทิ้งไว้ตามริมทาง’
ฝันไม่เสร็จ อย่าทิ้งไว้ตามริมทาง***

ละครถาปัตย์(51)

Posted by: ketchup on: April 8, 2008

ละครเวทีของถาปัตย์จุฬามาแล้วคร้าบบ!!
(ช่วยเค้าโปรโมท)
ไปดูมากลายครั้งแล้ว
สนุกมั่กๆ ฮาได้ใจไปเลยอ่า
แถมยังมีของที่ระลึกสวยอีกอ่า 555
ไม่ไปไม่ได้แล้วเน้ออออ!!!

F.A.M.I.L.Y

Posted by: ketchup on: April 7, 2008

วันนี้
เรากำลังถกเถียงกันเรื่องการเลือกคณะในมหาลัยของผม
วันนี้เป็นวันที่ผลคะแนนo-netออกพอดี ทุกคนกำลังเครียดๆกันหมด
เพราะผลคะแนนออกมาไม่น่าพอใจ ผมจะเลือกคณะที่อยากเรียนไม่ได้
ป๊ากับแม่ก็เลยเสนอมาว่าควรที่จะไปเรียนคณะอื่นดีกว่าไหม ลองเรียนดู
แต่ผมก็รู้สึกว่าไม่อยากเรียนคณะอื่นเลย คณะที่ผมอยากเรียนมันเป็น
ตั้งใจมาตั้งแต่ตอนขึ้นมอปลายแล้ว ผมตั้งใจเรียนที่จะเรียนคณะนี้จริงๆ
ป้าของผมพูดว่า “มันอาจจะเป็นความตั้งใจจริง แต่ไม่ไขว่ขว้าให้ถึงที่สุด”
ผมก็คงจะกล่าวโทษใครไม่ได้ ผลคะแนนที่ออกมาคงจะเป็นเครื่องวัด
ระดับความพยายามได้เป็นอย่างดี ผมคงทำได้เพียงนึกเสียใจเท่านั้น
ภาพที่ผมเห็นในตอนนี้ คือภาพป๋ากับแม่กำลังนั่งดูตารางเปรียบเทียบ
คะแนนสูง-ต่ำของเมื่อปีที่แล้วอย่างเคร่งเครียด ในใจป๊ากับแม่คงนึก
เสียใจอยู่ลึกๆที่ลูกต้องผิดหวัง และไม่ได้เรียนอย่างที่หวังไว้ แม่คอย
หันมาถามตลอดว่าคณะนี้เป็นไง? คะแนนพอได้น่ะลองเรียนดูไหม?
แม่ว่ามันน่าสนใจน่ะ…ผมได้แต่ทำหน้าตาเฉยชาแล้วตอบรับส่งๆไป
ป๊าคงรู้ว่าผมเครียด ทุกคนเครียด ไม่มีใครอยากให้เป็นอย่างนี้ ถ้าเลือกได้
ป๊าก็คงอยากให้ลูกของป๊าเรียนในสิ่งที่อยากเรียน ป๊าพูดกับผมเสมอว่า
ในยุคสมัยนี้การเรียนคือการแข่งขัน”ถ้าไม่ขยัน ก็ไม่ได้เรียน”
ป๊าเข้ามาพูดกับผมว่า…
“ป๊าเสียใจที่ป๊าไม่มีความรู้ที่จะช่วยให้คำปรึกษาเลย”
เพียงแค่ประโยค ประโยคเดียว มันทำให้ผมถึงกับน้ำตาคลอ
เหมือนประโยค ประโยคนี้มันทิ่มแทงเข้าไปถึงก้อนเนื้อสีแดง
ที่อยู่บนหน้าอกซ้ายของผมเข้าไปอย่างแรง
ความรู้สึกมากมายหลั่งไหลเข้ามา ความรู้สึกแผ่ไปทั่วทุกรูขุมขน
มีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกไปแต่ก็ไม่ได้พูด
ถึงถ้าพูดออกไปมันก็คงจะบรรยายความรู้สึกนี้ไม่หมด…
ผมอยากให้ป๊ากับแม่รู้ว่า…
“ขอบคุณน่ะคับ ที่ป๊ากับแม่ทำเพื่อผมมาตลอด อยากบอกว่า รักป๊ากับแม่มากๆ”
ต่อไปอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมจะได้เรียนที่ไหน?
ผมคงไม่ต้องกังวลอีกแล้ว เพราะผมมีคนที่พร้อมจะช่วยเหลือ
ที่พร้อมจะอยู่ข้างๆทุกเวลาที่มีปัญหา นี่แหละ”ความอบอุ่นของครอบครัว”
คำว่า FAMILY = Father and mother, I love you

3 คงไม่เหงา

Posted by: ketchup on: April 5, 2008

>>มองคนแก่ 2 คน
ทั้งคู่ดูน่ารักมากเลย
คุณลุงกับคุณป้าทั้งคู่กำลังจะกลับบ้าน
ลูกชายเค้าคงมารับ
>>ลองนึกดู
ถ้านั่งรถขับรถกลับบ้าน
ต้องมีใครคนหนึ่งนั่ง(เหงา)
อยู่ที่เบาะหลัง
>>บางที…อยากให้รถ
….นั่งข้างหน้าได้ 3 คน
…..เราจะได้ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ประกาศ(5)

Posted by: ketchup on: April 3, 2008

>อยากกลับมาเขียนอีก
>ตอนนี้ก็สอบผ่านพ้นไป
>แต่ยังเหลือต้องรอผล
>ผมเลยมีเวลา เลยอยากเขียนต่อคับ


 

April 2008
S S M T W T F
« Aug   May »
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

Blog Stats

  • 16,267 hits

a