ketchupp:)

Street Show

Posted by: ketchup on: December 13, 2009

รถกำลังติด รถกำลังติด รถกำลังติด
ฟ้าค่อยๆมืดลง ฟ้าค่อยๆมืดลง ฟ้า่ค่อยๆมืดลง
เวลากำลังเดินไปเรื่อยๆ เวลากำััลังเดินไปเรื่อย

วันนี้ผมวางแผนไว้ว่าจะต้ิองไปเดินเที่ยวงาน
‘International street show’ ให้ได้
การแสดงโชเริ่มตั้งแต่บ่ายสาม แต่ตอนนี้
หกโมงเย็น ผมยังอยู่บนถนนที่การจารจรหนาแน่้น
ผมแทบจะติดไฟแดงทุกอันที่ผ่านมา

ผมมาถึงสวนลุมพินีตอนหนึ่งทุ่มสี่สิบห้านาที
ผมและเพื่อนรีบสาวเท้าเข้างานอย่างรวดเร็ว
เพราะงานแสดงโชว์ทั้งหมดจะเลิกในเวลาสามทุ่ม
ผมสาวเท้าเดินมาถึงเวทีที่หนึ่ง เห็นป้ายบนเวทีเขียน
ไว้ว่าการแสดงต่อไปเป็นของ ‘Miss SULLIVAN’
ซึ่งผมไม่รู้ว่าเธอจะแสดงอะไร แต่ตัดสินใจกับเพื่อนว่า
ถ้าเดินต่อไปเวทีอื่นอาจไม่ได้ดูการแสดงของ
เวทีนั้นตั้งแต่ต้น ผมเลยปักหลักหาที่ยืนดูเหมาะๆที่นี่เลย

Miss SULLIVAN เปิดตัวพร้อมกับรอยยิ้ม,มุขตลก
และการโพสท่าเพื่อเรียกเสียงปรบมือจารผู้ชม การแสดง
ของเธอเป็นไปด้วยความสนุกสนาน รอยยิ้ม และมุขตลก
ที่เธอขยันปล่อยออกมาเรียกเสียงหัวเราะอยู่ตลอด อีกทั้ง
ยังมีการเชิญผู้ชมขึ้นไปมีส่วนร่วมในการแสดง เรียกเสียง
หัวเราะได้อีกมากมาย ใบหน้าของคนแสดงและผู้ชายต่าง
เปื่อนไปด้วยรอยยิ้ม ที่ผมดูแล้วรู้สึกว่าประทับใจมาก

อีกการแสดงที่ผมได้มีโอกาสชมเป็นการแสดงของ
‘Tabihiko’ ซึ่งพิธีกรบนเวทีบอกว่าเขาเป็นเหมือนกับ
Charlie Chaplin ของฝั่งเอเชียเลยทีเดียว การแสดง
จะเป็นลักษณะของละครใบ ที่จะใช่สื่อสารกับผู้ชมโดย
ภาษากาย การแสดงท่าทาง สีหน้า และอุปกรณ์ต่างๆ
ซึ่งผมคิดว่าการแสดงนี้ดึงดูดสายตาได้มาก เพราะผู้ชม
ต้องมองที่ผู้แสดงและจิตนาการไปว่าผู้แสดงกำลังสื่ออะไร
ถึงเรา เหมือนๆกับที่ผู้แสดงต้องมองดูผู้ชมว่าผู้ชมที่มา
รู้สึกและกำลังสื่ออะไรถึงผู้แสดง

ถึงแม้ว่าการแสดงทั้งสองอันจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน
ในการแสดงสองอันที่ผมได้ชมไปคือ ผู้แสดงต้องการแสดง
เพื่อให้ผู้ชมข้างล่างมีความสุข มีรอยยิ้มติดไม้ติดมือกลับบ้าน
ทุกคนต่างดูสนุกสนานคล้ายกับว่าลืมเรื่องวุ่นวายต่างๆไปชัวขณะ
ในความคิดผม วันนี้สำหรับหลายๆคนคงเป็นวันที่หัวเราะและยิ้มได้
อย่างสบายใจอีกวันเลยก็ว่าได้

ผม

Posted by: ketchup on: November 12, 2009

เป็นเวลาร่วมปีกว่าๆที่ผมไม่ได้ตัด’ผม’เลย
นับตั้งแต่จบออกมาจากโรงเรียนมัธยมก้าว
เข้าสู่รั้วมหาลัย ด้วยความที่สมัยมัธยมอยาก
ไว้ผมยาวแล้วไม่ได้ไว้ ผมจึงปล่อยให้’ผม’
ของผมยาวปกคลุมหน้าตามาตลอดปีกว่าๆ

เมื่อ’ผม’ยาวมากขึ้นเรื่อยๆความเสียดาย
เลยไม่กล้าตัด เสียดาย’ผม’ที่อุส่าห์ดูแลมา
แต่อยู่มาวันนึง ไม่รู้อะไรดลใจผมให้อยาก
ตัด’ผม’

และแล้วปัญหาก็อยู่ตรงที่ว่า ไม่เคยตัดเลย
เลยไม่รู้จะตัดทรงไหนให้ดูดี เพื่อนผมคนนึง
เคยบอกไว้ว่า “ถ้ามึงตัดผมมาแล้วไม่เกิด
มึงก็คงจะเลวร้ายสุดๆเลยหว่ะ” นั่นเป็นคำขู่
เพื่อนที่ปาไล่หลังผมมาก่อนที่ผมจะก้าวเท้า
เข้าร้านตัดผม ที่ไม่เคยย่างกรายเข้าไปเลย
ตลอดหนึ่งปี

ภาพที่เห็นตรงหน้าตอนนี้คือเก้าอี้นั่งตัดผม
ที่เปรียบเสมือนเขียงและกรรไกรของช่าง
ที่เปรียบเสมือนเครื่องประหาญที่จะตัด
ภาพเดิมๆความรู้สึกที่คุ้นเคยที่อยู่บนหัว
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

เพียงหลับตาแค่อึดใจ แล้วลืมตาขึ้นมาใหม่
สิ่งที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้รู้สึกเหมือนเมื่อก่อน
ครั้งตอนที่ยังเป็นเด็กๆ ผมที่เคยตัดให้สั้นตลอด
เลยทำให้ผมคิดไปว่า เมื่อก่อนผมเองยังไม่รู้จัก
การใช้คำแทนตัวเองว่า ผม เพิ่งจะมาใช้ก็ตอน
ที่เริ่มโตขึ้นมาหน่อยแล้ว มันจึงทำให้ผมคิดไปว่า
บางทีการตัด ผม มันทำให้เราดูเด็กจริงๆนะ

วันเกิดหนู

Posted by: ketchup on: October 22, 2009

ตอนเด็กๆผมมักเรียกแทนตัวเอง
เวลาพูดกับป๊ากับแม่ว่า ‘หนู’
นับตั้งแต่วันที่เริ่มจำความได้
ผมก็ใช้คำๆนี้เรียกแทนตัวเองมาตลอด
ผ่านมายี่สิบปีแล้วผมก็ยังใช้เหมือนเดิม
ถึงแม้ว่ามันจะฟังดูไม่เหมาะสมกับอายุ
เท่าไหร่นัก แต่ผมเชื่อว่าไม่ว่าต่อให้
เราโตกว่าเดิม อายุมากกว่าเดิมสักเท่าไหร่
ผม คุณ หรือว่าใครๆ ก็ยังคงเป็น ‘หนู’ ของ
ป๊ากับแม่เสมอ ในวันนี้คงเป็นอีกวันที่มีเพื่อน
พี่ๆน้องๆ ที่ผมรู้จักมาอวยพรให้ผมมีความสุข
ผมก็เลยอยากจะขอส่งต่อคำอวยพรทั้งหมดนั้น
ไปให้ป๊ากับแม่ได้สุขด้วยเช่นกัน

‘หนูรักป๊ากับแม่นะ’

เต็มกระเป๋า

Posted by: ketchup on: October 10, 2009

วันนี้ได้มีโอกาสไปนั่งฟังบรรยายที่ TCDC
โครงการนี้ชื่อว่า ‘อนาคตประเทศไทย กับ10อาชีพสุดฮิพ’
เป็นโึีครงการที่เชิญวิทยากรมาจาก10สาขาอาชีำพ
มาพูดแนะแนวทางในการประกอบอาชีำพในหัวข้อต่างๆ
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงสนใจที่อยากจะไปฟัง
ทั้งๆที่10สาขาอาชีพที่มาบรรยายให้ฟังนั้น
ไม่มีวิทยากรที่มาจากสาขาอาชีพที่ผมเรียนอยู่เลย

ระหว่างที่นั่งรถไป ผมก็กำลังคิดไปว่า
ถ้าไปถึงในงาน จะต้องมีแต่คนที่ดูมีอายุ อยู่ในวัยที่ทำงาน
หรือไม่ก็ต้องเป็นระดับที่ว่ากำลังจะเรียนจบ แล้วกำลังคิดอยู่
ว่าจะไปทำอะไรดี แต่พอถึงในงานเมื่อผมเดินเข้าไป
ผมก็ต้องโยนภาพความคิดที่อยู่ในหัวตอนระหว่างที่นั่งรถทิ้งไป
เพราะภาพที่เห็นมีแต่เด็กๆที่ผมคิดว่ายังอยู่ในช่วงมัธยมต้นแน่ๆ
มานั่งฟังกันเยอะมาก เลยทำให้ผมกลับมามองย้อนไปในสมัย
ตอนที่ยังเรียนอยู่มัธยมต้น ในตอนนั้นผมว่าผมยังไม่คิดไป
ถึงเรื่องเรียนต่อหรือว่าสาขาอาชีพที่สนใจเลยด้วยซ้ำ
ยังมัวแต่ไปเล่นสนุก ใช้ชีวิตกับลูกบอลและแสงแดดกับเพื่อนๆ
การที่เด็กสมัยนี้ตื่นตัวมากขึ้น มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย
เพราะว่า ถ้าตื่นตัวมากขึ้น เร็วขึ้น ผลที่ตามมาการแข่งขันก็จะสูงขึ้นตาม
มันก็เลยทำให้ความสนุกในวัยเด็กของเด็กยุคนี้มีน้อยลงไป

ในงานวันนี้ 1 ในวิทยากรทั้ง 10 คนมีวิทยากรท่านหนึ่ง
ที่ผมยกย่อง ให้เป็นเหมือนไอดอล แรงบัลดาลใจ รวมไปถึงเป็นแบบอย่าง
ตลอดเท่าที่ผมติดตามผลงานของเขามา นั่นคือ นิ้วกลม หรือ พี่เอ๋
เมื่อพี่เอ๋ขึ้นพูด ก็เรียกเสียงปรบมือและเสียงหัวเราะมากมายได้จากคนที่นั่งฟัง
ผมชอบหลายๆประโยคที่พี่เอ๋พูดไว้ในวันนี้ ผมเลยจดเก็บไว้ในสมุดและสมอง
อีกนิดหน่อย ประโยคเหล่านั้นที่ได้พูดออกมา มันทำผมรู้สึกขนลุก ไม่ได้ลุก
เพราะหนาวหรืออย่างไร แค่มันลุกเพราะมันเหมือนประโยคที่มีปลายแหลมคม
ทิ้มเข้ามาในต่อมความฝันที่อยู่ในสมองผม ผมอยากจะยกตัวอย่างประโยคเหล่านั้น
ถ้าประโยคนั้นผิดเพี้ยนไปบ้างก็ต้องขอโทษพี่เอ๋ไว้ด้วย เพราะลายมืออันเร่งรีบ
และสมองที่มีความจำน้อยของผม

-เราต้องเชื่อก่อนว่าเรามีอนาคต-
-โลกที่สวยงามคือ โลกที่มีความฝัน-
-ถ้าอยากฝันให้หลับ แต่ถ้าอยากมีความฝันให้ตื่น-
-ความปลอดภัยไม่เคยทำให้ใครเติบโต-
-ถ้าเกิดเป็นปลา ก็ต้องว่ายน้ำ เพราะถ้าไปปีนต้นไม้คงทรมาน-
-ความสำเร็จของชีวิต คือการได้ทำในสิ่งที่ชอบ-
-ถ้าคิดว่าัตัวเองเก่ง ก็พัฒนาต่อไม่ได้ แต่ถ้าคิดว่าไม่เก่ง ก็จะพัฒนาได้เรื่้อยๆ-

นี่คงเป็นประโยคส่วนหนึ่งแบบคร่าวๆที่ผมแกะออกมาจากสมุดและ
สมองของผม ผมรู้สึกดีใจมากที่เดินออกมาจากงานพร้อมพลังงานที่จะช่วย
จุดเติมไฟแห่งความฝันของผมให้ลุกวาวขึ้นอีกครั้ง
บางที่การโอกาสก็มักไม่เดินไปหาเราหรอก เราต้องเดินไปหามันเอง
อย่างงานดีๆแบบนี้ไม่ที่ทางเดินไปหาคุณได้ นอกจากคุณสนใจแล้ว
ก้าวเข้ามารับฟังเอง ขอบคุณที่มีโครงการดีๆแบบนี้ครับ

‘ฃ’ กับ ‘ฅ’

Posted by: ketchup on: September 18, 2009

ฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅ
ฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅ
ฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅ
ฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅ
ฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅฅ
ฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃ
ฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃ
ฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃ
ฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃ
ฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃฃ

ผมคิดมาตลอดว่าปุ่มบนแป้นคีย์บอร์ด ไม่มีอักษตัว ‘ฃ’ และ ‘ฅ’
ถ้าเพื่อนผมไม่บอกว่ามันมีอยู่ ผมก็คงจะนั่งคิดไปว่ามันไม่มีจนถึงทุกวันนี้
ด้วยความที่ว่าผมหาไม่เจอ มองไม่เห็น และมองข้ามไป ทั้งๆที่มัน
อยู่ข้างๆ ปุ่มเอ็นเทอร์ ซึ่งเป็นปุ่มที่กดบ่อยมาก
มันอาจจะจริงกับประโยคที่ว่า
‘คนเรามักมองข้ามสิ่งใกล้ตัว แต่มักมองเห็นแต่สิ่งที่เราพยายามไขว่คว้า’
การที่เรามองยังจุดที่เราจะไปถึงมันเป็นเรื่องที่ดี
แต่เราควรจดจำเรื่องราวระหว่างทางที่เดินไปบ้าง
มันคงจะไปทำให้ความสำเร็จดูมีคุณค่าขึ้นมากเลยทีเดียว

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่า
ผมต้องการอยู่กับความเงียบ
อยู่กับความคิดของตัวเองมากขึ้น
เพราะทุกวันที่ตื่นขึ้นมา ในชีวิตที่เร่งรีบ
ผมเองก็ต้องเจอกับผู้คนมากมาย
เสียงพูดคุย เสียงเพลง เสียงรถยนต์ จน
ทำให้หลงลืมไปว่าโลกนี้มีความเงียบอยู่

บ่ายวันนี้ผม ผมอยู่ในห้องที่นอนอยู่ทุกวัน
แต่ต่างกันที่ ผมกับพบความเงียบอย่างประหลาด
ผมเพิ่งคิดได้ว่า ความเงียบสร้างได้ไม่ยาก
เพียงแค่เราไม่เปิดคอมพิวเตอร์ ไม่นั่งเล่นอินเตอร์เน็ต
ไม่ดูทีวี ไม่นั่งเล่นเกมเท่านั้น!!!

ช่วงเวลาที่มีความเงียบ มันทำให้ผมได้อยู่กับตัวเอง
ได้ ‘จม’ อยู่กับความคิดของตัวเอง มันไม่ทำให้รู้สึกแปลก
รู้สึกเหงา หรือรู้สึกว้าเหว่ มันกลับทำให้คิดเรื่องอื่นๆ
ได้ละเีอียดรอบคอบขึ้นด้วยซ้ำ

ถ้านึกถึงคำว่า ‘จม’ คงไม่ได้ีมีผมคนเีดียวที่คิดถึง
ความหมายของมันในด้านลบมากกว่าด้านบวก
แต่ถ้าเป็นการจมอยู่กับความคิดล่ะ

เมื่อก่อนผมเคยไปนั่งสมาธิและได้รับการสอน
เรื่องการกำหนดรู้ รู้ในสิ่งที่เกิดปัจจุบัน รับรู้ในสิ่งที่สัมผัส
ผมเลยลองคิดเปรียบเทียบกันว่า มันก็คงเหมือนกับ
การที่เราจมอยู่กับตัวเอง จมอยู่กับความคิดตัวเอง
จนทำให้เิกิดสมาธิและสามารถคิดเรื่องต่างๆได้รอบคอบ

ถ้าเราลองอยู่กับความเงียบ อยู่กับตัวเอง
มันอาจจะทำให้ปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
เรื่องราวมากมายที่ทำให้เราต้องคิด ถูกกรั่นกรอง
อย่างละเอียดมากขึ้นก็เป็นได้

แพนด้าจีน – ช้างไทย

Posted by: ketchup on: August 17, 2009

ช่วงนี้ข่าวของแพนด้าที่เกิดให้กำลัง
เป็นที่สนใจของคนหลายๆคน
มีข่าวหนังสือพิมพ์ลงทุกวัน
ได้รับการดูแลอย่างดี
แุถมยังมีการโหวตตั้งชื่อกันอีก

จนทำให้หลายคนอาจลืมไปว่า
จริงๆแล้ว สัตว์ที่เราควรให้ความสำคัญ
เป็นอันดับหนึ่ง ก็คือ ‘ช้าง’
ทุกวันนี้ผมยังเห็นช้างเดินบนถนนในเมือง
ซึ่งคงเป็นภาพที่ขัดกับธรรมชาติมากๆ
ที่สัตว์ป่าต้องมาอยู่ในเมืองใหญ่
ปัญหานี้ยังคงอยู่ แต่ก็ไม่มีใครลงมือแก้ไข
ดูแลช้างพวกนี้อย่างจริงจัง

ถ้าสมมติ ‘แพนด้า’ เป็นของ จีน
‘แพนด้า’ เป็นของไทย
แล้ว ‘ช้าง’ หล่ะ เป็นของใคร?

ลองคิดดูนะครับ
นี่เป็นแค่ความคิดหนึ่งความคิดเท่านั้น

แนวคิดแบบLOMO

Posted by: ketchup on: August 6, 2009

เคยกล้าๆกลัวๆที่จะทำอะไรที่อยากทำแล้ว
ดันไปกลัวกับผลที่จะเกิดตามมาหรือเปล่า?

เมื่อคืนก่อน ในระหว่างที่ผมและเพื่อนๆ
กำลังนั่งคุยกันอย่้างออกรสชาติ โดยมีพี่ลีโอ
มานั่งเป็นล่าม เพื่อให้เราคุยกันได้ลื่นคอขึ้น
ผมก็มองไปเห็น ผู้หญิงโต๊ะข้างๆ เฺธอเป็นคน
ที่ผมแอบมองมานานแล้ว แต่ไม่เคยคิดที่จะ
เข้าไปทำความรู้จัก เพราะกลัวว่าจะถูกไล่
ตะเพิดออกมา ด้วยเหตุผลนี้ เราก็เลยยังไม่
ได้รู้จักกันสักที ผมได้แต่กระซิบกับเพื่อน
ว่า ‘กูอยากรู้จักคนนั้นหว่ะ’

ผมจำได้ว่าวันนั้น ผมนั่งข้าง ‘มิ้ว’
มิ้วเป็นเพื่อนผู้หญิง ที่ชอบเข้ามาอ่าน
บทความที่ผมเขียน และช่วยผลักดัน
พร้อมกับให้แรงบัลดาลใจบางอย่้าง
ในการเขียนบทความด้วย

ผมหันไปกระซิบบอกมิ้วว่า
‘กูอยากรู้จักคนนั้นหว่ะ’
มิ้วก็พูดประมา่ณว่าอยากรู้จักก็เข้าไปเลย
เข้าไปคุย จะได้รู้จัก แต่ผมก็ยัง
ไม่กล้า ยังคงยืนอยู่ที่จุดกล้าๆกลัวๆอยู่
เพื่อนผมก็เลยยกตัวอย่างการถ่ายภาพLOMO
ให้ฟังเหมือนกับว่าให้ผมถ่ายๆไปก่อน
แล้วลอลุ้นที่หลังว่าภาพจะสวยหรือจะเสีย
เมื่อผมได้ยินมิ้วยกตัวอย่่างให้ฟัง
ก็เลยคิดได้ว่า ‘มันก็จริงของไอมิ้วมัน’

‘ถ้าไม่กดชัตเตอร์ตั้งแต่วันนี้ เมื่อไหร่จะได้ีรู้จักวะ’

ถ้าเรายังคงยืนหยุดนิ่งอยู่ที่ความกล้าๆกลัวๆ
เราก็ยังคงอยู่ที่จุดนั้นเหมือนเดิม แต่ถ้าเรา
เลือกที่เดินต่อไปจากคำว่ากล้าๆกลัวๆ
แล้วเปลี่ยนเป็น ลองทำ และ ลุ้น ผลในสิ่ง
ที่จะเืิกิดขึ้นตามมา เราก็คงมีความสนุกในทุกก้าว

การถ่ายภาพLOMOก็เหมือนกับการถ่าย
อะไรก็ได้ ถ่ายในสิ่งที่อยากถ่าย ไม่สนใจ
ว่ารูปที่ออกมาจะเป็นสีอะไร แสงสวยไหม
เรามักจะเอาไว้ลุ้นตอนที่จะเอาฟิล์มไปล้าง
มันก็คงเหมือนกันตอนเด็กๆ ที่เราซื้อขนมมา
เพื่อที่จะเอาของเล่นที่อยู่ในซอง เราไม่มี
ทางรู้ได้ก่อนแน่ๆ ว่าจะได้ของเล่นตัวไหน
ซ้ำรึเปล่า ได้อย่างที่ต้องการรึเปล่า

ความสนุกของมันคงจะอยู่ที่ตรงคำว่า ‘ลุ้น’

ปล.ขอบคุณ ‘มิ้ว’ สำหรับความคิดที่ยื่นให้เราต่อยอด

คิดหลายด้าน

Posted by: ketchup on: July 29, 2009

Him_210709

‘การสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมต้องคำนึงถึงปัจจัยต่้างๆ
ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศ ความต้องการ
ของผู้ใช้ รวมไปถึงสิ่งเอานวยความสะดวก’

ข้อความในส่วนนี้ผมได้จากเลกเชอร์ของอาจารย์
ตอนเรียนแบบหลับๆตื่นๆ

‘การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ทำความรู้จักกัน การเรียนรู้ที่จะปรับตัว
เข้าหากัน ก็จำเป็นต้องคำนึง ถึง ที่ว่าง ความรู้สึก สิ่งต่างๆรอบตัว
ของผู้ที่เราจะปรับตัวเข้าหาด้วยเช่นกัน’

ข้อความในส่วนนี้ผมได้ด้วยความบังเอิญ บังเอิญที่คิดได้ตอนตื่นนอน

ผมคิดเอาเองว่า ทุกอย่า่งมักมีสองด้าน หรือหลายด้านเสมอ
ด้านของเหรียญมี 2 ด้าน ด้านของคนก็มีหลายด้านอยู่ที่เราจะเลือกมองด้านไหน
และหยิบด้านไหน แสดงด้านไหนออกมาให้คนอื่นได้รู้ การที่เราเป็นคนที่มอง
อะไรหลายๆด้านมันอาจจะทำให้เรามีวัตถุในการคิดมากกว่า การที่เรามองอะไรด้านเดียว
ถ้าเรามองอะไรได้แค่ด้านเดียว สิ่งที่เรามองเห็นก็คงจะแคบกว่าคนที่มอง 2 ด้านแน่ๆ

ข้อคิด

Posted by: ketchup on: July 27, 2009

-วันไหนออกจากบ้านตอนฟ้าครึ้ม ควรพกร่มไปด้วย
-บางทีพกเสื้อผ้าไปเปลี่ยนเลยก็ได้
-ยังไม่มีรองเท้าแบบไหน ระบายน้ำได้ดีเท่ารองเท้าแตะ!
-ฝนเม็ดใหญ่ทำให้เราเปียกมาก แม้จะตกใส่เพียงเวลาสั้นๆ
-รายการ’mega clever’ บอกว่า วิ่้งกับเดินกลางฝนเปียกเท่ากัน
-ผมพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้ว เปียกเท่ากันจริงๆ (เปียกทั้งตัวไง~)
-ในจังหวะที่กล้าๆกลัวว่าจะออกจากที่หลับฝนดีรึเปล่า ให้ฮัมเพลง
-เพลง เจ้าสาวที่กลัวฝน-อัสนี วสันต์ แล้วเดินลุยไปเลย
-ตอนเด็กๆนึกว่า อัสนี กับ วสันต์ฺ คือคนเดียวกัน
-ชื่อ อัสนี นาสสกุล วสันต์ นึกแล้วยังฮาตัวเองไม่หาย
-วันไหนที่เรารีบแถวจะยาว คนจะเยอะ รถจะแน่น
-แอร์บน BTS จะเย็นก็ต่อเมื่อเีราอยากให้มันอุ่น
-อยู่ดีๆ พื้นบนรถไฟฟ้า BTS ก็เปียก
-รองเท้่าconverseอิงหลักการออกแบบมาจากธรรมชาติ
-ใช้หลักการของต้นไม้ ‘การคายน้ำำ’
-เพิ่งรู้ว่าเวลา รองเท้าคายน้ำ น่าสนใจกว่า ต้นไม้คายน้ำ
-คนมองเต็มเลย
-ลงสยามหรือชิดลม ใกล้เซ็นทรัลเวิลมากกว่ากัน
-งั้นลงชิดลมดีกว่า เรื่องเวลาคงเร็วกว่า
-ถ้าลงสยาม จะถูกฉุดรั้งโดยสิ่งยั่วยวนมากกว่า
-เป็นครั้งแรกที่ไม่อยากให้ห้างติดแอร์
-เพิ่งรู้ว่า คนชอบอ่านหนังสือ เด๋วนี้ไม่ใช่เนิร์ดๆๆๆ
-กลายเป็นพริตตี้เกิร์ลไปแล้วว
-ถ้ากินอาหารญี่ปุ่น ก็ได้กินอาหารญี่ปุ่น
-บางทีคนเรามักเลือกสิ่งที่อยาก มากกว่าสิ่งทีต้องการ
-ดันสั่งชาเขียนเย็น ทั้งๆต้องการความอบอุ่น
-กินไปกินมาก็นึกถึงเรื่อง ‘ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่’
-การนั่งฟังคนคุยกันไม่ใใช่เป็นเรื่องไม่ดีขนาดนั้น
-บางครั้งการนั่งฟังคนคุยกัน ก็เหมือนได้อ่านหนังสืออีกเล่ม
-การนั่งฟังอาจจะไม่ได้ลา่ยละเอียดเท่าอ่้าน
-แต่การนั่งฟังอาจจะได้อารมณ์มากกว่าอ่านก็ได้
-service chart มาจากต่างประเทศ แต่มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมไทย
-บางที service chart ก็เหมือนการตอบแทนน้ำใจ
-ตอบแทนสำหรับบริการดีๆที่มอบให้เรา
-จะประสบความสำเร็จได้นั้นไม่ยาก แค่ต้องลงมือทำอย่างใส่ใจ
-การไปไหนมาไหนคนเดียว อาจจะเหงาไปสักหน่อย
-แต่ก็อาจทำให้เรามองสิ่งที่อยู่รอบข้างมากขึ้นก็เป็นได้
-จากลากับลาจากไม่เหมือนกัน
-คำว่าไว้เจอกันใหม่ แสดงว่า มันต้องได้เจอกันแน่ๆๆๆ แต่ไม่รู้เมื่อไหร่
-งั้นวันนี้ก็พอแค่นี้แหละ ไว้มาเจอ มาอ่าน มาดู กันใหม่

ในแต่ละวันทุกวินาที ที่เดินไป เรามักได้ข้อคิดอยู่เสมอ
เราแค่ลองมองสิ่งรอบข้างมากขึ้น….

 

January 2012
S S M T W T F
« Dec    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031  

Blog Stats

  • 22,649 hits

a

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.